เมื่อเช้านี้ระหว่างกำลังแต่งองค์ทรงเครื่องจะออกไปทำงาน แว่วเสียงคุณสรยุทธ แห่งเรื่องเล่าเช้านี้ กำลังสัมภาษณ์บุคคลในข่าวเรื่องการห้ามวางจำหน่ายบุหรี่ในที่ด้านหลังเคาน์เตอร์ของร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค นายกสมาคมผู้ค้ายาสูบ และ CEO คนเก่งแห่ง 7-eleven แล้วบังเกิดความสนอกสนใจเพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผมเป็นอย่างยิ่ง จึงนำมาเล่าข่าวคืนนี้กัน
เท้าถึงความหนหลังฟังได้ว่า กรมควบคุมโรคเกิดอยากจะบังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณาบุหรี่ ตามมาตรา 8 แห่ง พรบ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 (เอาตอนพุทธศักราช 2548 ซึ่งล่วงเลยเวลามาถึง 13 ปีนับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ)
มาตรา 8 ดังกล่าว ท่านว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของ
ผลิตภัณฑ์ยาสูบในสิ่งพิมพ์ ทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เป็นการโฆษณาได้ หรือใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบในการแสดง การแข่งขัน การให้บริการหรือการประกอบกิจกรรมอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์ให้สาธารณชนเข้าใจว่าเป็นชื่อ หรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ
แปลไทยเป็นไทยง่ายๆจะได้ความว่า “ห้ามโฆษณาบุหรี่” ซึ่งหากพิจารณาดูกันจริงๆ จะพบว่าไม่มีตอนใดของกฎหมายที่จะให้ตีความรวมไปถึงการวางขายบุหรี่ธรรมดาๆ แต่ที่นี่ประเทศไทย จ้าวแห่งการตีความ จึงได้นำคำนิยามของกฎหมายคือคำว่า “โฆษณา” ซึ่งหมายความว่า การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า มาประกอบกัน รวมแล้วเลยได้ความว่า การที่ร้านสะดวกซื้อวางขายบุหรี่นั้นถือเป็นการโฆษณา มีความผิด มีโทษปรับครับ
และด้วยความรอบคอบของฝ่ายราชการ กรมควบคุมโรคจึงส่งให้ฝ่ายกฎหมายของแผ่นดิน หรือคณะกรรมการกฤษฎีกา ช่วยตีความ ทางฝ่ายกฎหมายก็เกรงว่าฝ่ายที่ส่งเรื่องมาจะเสียน้ำใจจึงตีความให้ว่า การจะถือว่าการวางขายบุหรี่เป็นการโฆษณาหรือไม่นั้นต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป และได้ยกตัวอย่างว่าการจะถือว่าเป็นการโฆษณาอันจะเป็นความผิด ก็เช่น วางซองบุหรี่เรียงติดๆกันให้สะดุดตาประชาชนที่เข้ามาซื้อของ หรือมีการซื้อพื้นที่ในการวางจำหน่ายของบริษัทบุหรี่ทั้งหลาย
ทั้งนี้ทั้งนั้นฝ่ายรัฐให้เหตุผลของการกระทำดังกล่าวว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดติดในตราหรือแบรนด์ของบุหรี่ อันอาจส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่ในอนาคต และเพื่อลดการบริโภคบุหรี่ของประชาชน
ฟังเหตุผลผมรู้สึกทะแม่งทะแม่งยังไงชอบกล หากใช้หลักกฎหมายมหาชนเรื่องหลักความได้สัดส่วน ที่มีหลักเกณฑ์ว่า การกระทำของรัฐที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ต้องได้สัดส่วน ซึ่งไอ้หลักสัดส่วนที่ว่ามันใช้อย่างนี้ครับ คือดูการกระทำของรัฐแล้วตอบคำถาม 3 ข้อนี้ ว่าเป็นไปตามนี้แล้วหรือยัง
1. วิธีการกระทำนั้นต้องเป็นวิธีที่ทำแล้วได้ผลตามวัตถุประสงค์ที่จะทำ
2.ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว
และ 3.ทำแล้วคุ้มค่ากับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เสียไป มาวิเคราะห์แล้ว จะเห็นได้ว่ามันไม่ได้สัดส่วนกันเลย แค่ข้อแรกก็ตอบไม่ได้แล้วครับ
ผมตั้งคำถามเองตอบเอง ในฐานะสิงห์อมควันคนนึง ว่า
1.ถ้าเด็กไม่เห็นบุหรี่ในร้านสะดวกซื้อ เด็กจะไม่มีโอกาสได้เห็นเลยหรือว่าซองบุหรี่หรือบุหรี่หน้าตาเป็นยังไง
-ผมตอบเลยว่าเป็นไปไม่ได้ตราบใดที่บุหรี่ยังไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย
2. พวกสิงห์อมควันทั้งหลายไม่เห็นบุหรี่วางโชว์ไว้แล้วเค้าจะไม่สูบบุหรี่เลยหรือ
-ตอบเองอีกว่าไม่ใช่ ถ้าเค้าไม่เห็นเค้าจะถามว่ามีขายไหม ถ้าไม่มีจะไปซื้อร้านอื่นที่มี
3. ถ้าคนที่ไม่เคยคิดจะสูบบุหรี่เห็นซองบุหรี่แล้วจะเกิดความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาทันทีเลยหรือ
- ผมก็ตอบอีกว่า บุหรี่ไม่ใช่ขนมเค้กนะครับ ที่เห็นหน้าตาแล้วอยากกิน และจากประสบการณ์ถามบรรดาผู้ร่วมอุดมการณ์ด้วยกันว่าเริ่มสูบบุหรี่ได้ยังไง ร้อยละ 99.99 จะตอบว่าสูบตามคนอื่น เห็นคนอื่นสูบเลยอยากสูบด้วย ทั้งเห็นจากเพื่อนด้วยกัน จากพ่อหรือญาติใกล้ชิด จากดาราหนัง จากการ์ตูน ไม่มีใครตอบผมว่าเห็นซองมันสวยดีเลยอยากสูบ และขอโทษเถอะครับ ซองบุหรี่สมัยนี้ ผมเห็นแล้วยังไม่อยากสูบเลยครับ นับประสาอะไรกับคนไม่เคยสูบบุหรี่
ผมเลยคิดว่ามันไม่น่าจะใช่วิธีที่ถูกที่ควรสำหรับเหตุผลของฝ่ายรัฐ หากถามผมเองว่าแล้วควรรณรงค์แบบไหนล่ะ ผมตอบเลยว่าผมกลัวพวกตัดกล่องเสียงที่สุดครับ พวกมีรูที่คอ จะพูดทีต้องใช้เครื่องช่วย เอาพวกนั้นมาโฆษณาทุกวันซิครับ ไม่แน่ว่าผมอาจจะเป็นคนแรกที่ยกมือของเลิกบุหรี่
มาดูทางฝั่งร้านสะดวกซื้อกันมั่ง ซึ่งเค้าก็ไม่ยอมซิครับ ใครจะยอมล่ะ ก็เค้าวางขายของเค้ามานมนานกาเล อยู่จะมาบอกว่าเป็นความผิดได้ยังไง ตัวแทนจากฝ่ายร้านสะดวกซื้อให้เหตุผลว่า การวางขายบุหรี่ ก็เหมือนกับวางขายขนมปังนั่นแหละ มีที่ว่างตรงไหนก็วางตรงนั้น ไม่เห็นจะเป็นการโฆษณาตรงไหนแต่ที่ต้องวางไว้หลังเคาน์เตอร์เพื่อให้สะดวกในการควบคุมการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 อุตสาห์สนอง นโยบายรัฐบาลแล้ว จะมาบอกว่าเค้าโฆษณาไม่ได้ ทาง CEO คนเก่งก็ให้เหตุผลว่า ถ้าไม่วางไว้ให้คนเห็นจะผิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่กำหนดให้ร้านค้าต้องวางสินค้าที่จะขายให้ประชาชนเห็น
ผมว่าเหตุผลของฝ่ายรัฐฟังไม่ค่อยจะขึ้นแล้วนะ มาฟังอีกฝ่าย นึกภาพออกเลยครับว่าสีข้างแดงแจ็ดแจ๊ ตรงมือมีร่องรอยการบาดเจ็บจากการกระทบกับของแข็ง
ถ้าจะควบคุมการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี น่ะ วางตรงไหนก็ได้ครับ เพราะสุดท้ายเค้าก็ต้องเอาบุหรี่มาจ่ายเงินอยู่ดี เว้นแต่ว่าเด็กคนนั้นจะขโมยบุหรี่ ซึ่งมางร้านไม่มีทางที่จะให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น
ถ้าบอกว่าไม่มีเจตนาจะโฆษณาแล้วทำไมต้องวางให้สะดุดตาขนาดนั้น สมมุติว่าผมจะเข้าไปซื้อของซักอย่างในร้าน เช่นผมจะซื้อขนมปัง ผมต้องมองหาก่อนว่าของมันวางอยู่แห่งหนตำบลใด แต่บุหรี่นี่ไม่ต้องมองก็เห็นครับ
ส่วนเหตุผลสุดท้ายฟังดูเข้าท่าสุด ถ้าไม่วางบุหรี่ให้คนเห็นจะผิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งประเด็นนี้ผมเห็นว่ากม.ควบคุมบุหรี่เป็นกฎหมายเฉพาะ คือเป็นกฎหมายเฉพาะเรื่องเฉพาะราว กรณีนี้คือเรื่องการขายบุหรี่ ส่วนกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกฎหมายทั่วไป ตามหลักกฎหมายแล้ว มีกฎหมายเฉพาะต้องใช้กฎหมายเฉพาะก่อนกฎหมายทั่วไปครับ ดังนั้นเหตุผลนี้จึงตกไป
ซึ่งในประเด็นเรื่องเหตุผลนี้เมื่อเช้าคุณสรยุทธถามโดนใจผมมากเลย แกถามว่า คุณ(ร้านค้า)ไม่กลัวเสียภาพลักษณ์หรือ เพราะกระแสมันแรงพอที่จะปลุกปั่นให้เกิดการต่อต้านร้าน 7-อีเลฟเว่น คุณก่อศักดิ์ CEO คนเก่ง ตอบว่าไม่กลัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ซึ่งผมเห็นว่าขัดกับหลักคนทำธุรกิจเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะตราสินค้าหรือแบรนด์นี่ผมว่าน่าจะมีความสำคัญมาก จนบางทีไม่อาจประเมินค่าได้ การสวนกระแส ทั้งที่ถ้าตามกระแสก็ไม่น่าจะเกิดความเสียหายแต่ประการใด แต่เค้าไม่ทำ ทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่ามีอะไรเบื้องหลังหรือเปล่า เช่นมีการให้ผลประโยชน์จากบริษัทบุหรี่หรือเปล่าที่ให้วางขายตรงจุดนี้ เพราะว่าผมว่าการวางขายให้เห็นหรือไม่เห็นก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบถึงยอดขายตามเหตุผลของสิงห์อมควันที่ผมให้ไว้ข้างต้น
อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งงงกับตัวผมว่าผมจะเอายังไงกันแน่ เดี๋ยวด่ารัฐ เดี๋ยวด่าเอกชน จุดยืนผมง่ายๆว่า กรณีนี้ผมเห็นว่ารัฐทำไม่ถูกตามหลักกฎหมายที่ควรจะเป็น และไม่ส่งผลที่จะตอบสนองความต้องการของรัฐได้ เพราะสุดท้ายคนก็สูบบุหรี่เหมือนเดิม เด็กก็อยากลองสูบเหมือนเดิม แต่การกระทำของรัฐดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลข้างเคียง คือกระแสการต่อต้านการสูบบุหรี่อย่างกลายๆ ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เห็นควรให้ทำต่อไป ส่วนทางฝั่งร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย ผมไม่เห็นว่าการที่ไม่โชว์บุหรี่ แต่ขึ้นป้ายว่ามีขายบุหรี่จะทำให้ยอดขายบุหรี่ลดลงแต่อย่างใด ถ้าท่านทำสังคมจะสรรเสริญท่าน แต่ถ้าท่านยังยืนกรานไม่ทำ ผมว่าผลเสียจะตกอยู่กับท่านนะกรับ คิดดีๆ กรับ