Monday, July 24, 2006
นักฟิสิกส์กับนักกฎหมาย
อันนี้ถ้าจำไม่ผิดอ่านมาจากพันทิพ
ข้อสอบฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัย และคำตอบของนักศึกษาคนหนึ่ง โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้
"จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร"
รู้จักกันนะครับ ว่าบาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง (อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่นเอง และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)
นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก" ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้ และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน
แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์ หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่ กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้
ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา จับเวลาจนถึงพื้น, ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2
หรือถ้าแดดแรงพอ ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์ จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ
หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้
ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g
ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบตัวตึกแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง
ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้.
หากมองตามเหตุการณ์ในเมล์(ที่ผมสงสัยอยูว่ามันจริงป่าววะ) ที่ได้รับมานักศึกษาคนนี้ออกจะกวนอวัยวะ และขวางโลกอยู่ไม่น้อย (ในเมล์มาเฉลยตอนท้ายว่านักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922*) ก็ข้อสอบเค้าถามในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ ไม่ได้ถามในบริบททั่วไปๆ ผมเลยมาตั้งคำถามต่อในใจ สมมุติว่า ถ้าคำถามเดียวกันนี้ไปถามนักฟิสิกส์ แต่ไม่ได้ถามในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ (ถามทั่วไป) ผม “เดา” เอาว่า หลายๆคนก็คงตอบแบบ “คนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก” ตามนิยามของนักศึกษาผู้นี้ ซึ่งจากเมล์อันนี้ผมเลยได้ข้อสรุปในใจขึ้นมาว่า “ปัญหาบางปัญหาไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยฟิสิกส์”
ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องๆนึงที่เพื่อนผมที่เป็นทนายเคยบ่นให้ฟัง มันบอกว่าทนายมักชอบคิดแบบทนาย นักกฎหมายชอบคิดแบบนักกฎหมาย (โดยเฉพาะพวกที่จบมาใหม่ๆ ยังไม่มีประสบการณ์ ซึ่งเพื่อนผมก็บอกว่าตัวเองก็จัดเป็นทนายเป็นประเภทนี้) คือว่าทนายเวลามีลูกความมาปรึกษาคดีก็ชอบที่จะคิดถึงแต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี “เป็นอย่างแรก” (เน้นว่าเป็นอย่างแรกที่สมองจะนึกออกเวลาทำงาน ซึ่งอันนี้เน้นโดยเพื่อนคนที่เล่าให้ฟัง) แล้วก็จะละเลยประเด็นอื่นๆ หรือความเป็นไปได้อื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้กฎหมาย เช่นถ้าลูกความมาปรึกษาเรื่องทะเลาะกับสามีที่บ้าน ก็มักจะคิดถึงแต่เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย หรือถ้าลูกความมาปรึกษาเรื่องไม่มีเงินจ่ายหนี้ ก็จะคิดถึงเหตุที่หลบเลี่ยงให้ลูกความไม่ต้องจ่ายเงิน หรือมีเรื่องทะเลาะกับข้างบ้าน หัวสมองก็เริ่มคิดเรื่องละเมิด เรื่องค่าเสียหายที่จะฟ้องร้อง
หลายคนคงสงสัยว่าแล้วมันแปลกตรงไหน ก็ทนายมีหน้าที่ในการแก้ปัญหาตรงนี้นี่ ซึ่งผมก็ไม่เถียงว่าทนายมีหน้าที่ตรงนี้จริง แต่บางทีเราอาจจะลืมไปว่า ปัญหาทุกปัญหาไม่ต้องใช้กฎหมายแก้ก็ได้ ไม่ต้องถึงโรงถึงศาลก็ได้ หรือบางปัญหาไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเลยก็อย่าพยายามลากเอากฎหมายเข้าไปเกี่ยวข้อง หากเอาตามกรณีที่ยกตัวอย่างมา เช่น ลูกความมาปรึกษาเรื่องทะเลาะกับสามีทีบ้าน ก็อาจจะให้คำปรึกษาที่ดีไปซะก่อน หรือ เรื่องลูกความไม่มีเงินจ่ายหนี้ ก็อาจเป็นคนกลางเจรจาประนอมหนี้ หรือเรื่องลูกความทะเลาะกับคนข้างบ้าน แทนที่จะตั้งเรื่องฟ้องท่าเดียว ก็อาจเป็นคนกลางในการเจรจากับคนข้างบ้านให้
ซึ่งเพื่อนผมลงความเห็นสรุปว่าเพราะ “เรียนกฎหมายมาความคิดเลยแคบ อยู่แต่ในตัวบทกฎหมาย” ตอนแรกที่ผมฟังเพื่อนผมเล่าก็ไม่จะคล้อยตามเท่าไหร่ นั่งถกกันอยู่ครึ่งคืน แต่ตอนนี้ ผมชักจะเริ่มเห็นด้วยกับมันแล้วล่ะครับ โดยดูจากปัญหาทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ ดูวิธีการแก้ปัญหาของนักกฎหมายหลายๆ สำนักที่เสนอให้แก้กฎหมายฉบับนั้น กฎหมายฉบับนี้ แก้รัฐธรรมนูญบ้างล่ะ ต้องใช้มาตรา 7 บ้างล่ะ คงลืมนึกไปว่าปัญหาบางปัญหาไม่จำเป็นแก้ได้ด้วยกฎหมายนะกรับ
ปล.กรุณาอย่าถามต่อนะครับว่าแล้วควรทำยังไง เพราะผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน หุหุ
* อันนี้ผมสงสัยเองว่า ปี 1922 มีรางวัลโนเบลแล้วหรือ ใครทราบรบกวนช่วยบอกหน่อยครับ ขอบคุณครับ
Tuesday, June 13, 2006
Dreams
World turns black and white
Pictures in an empty room
Your love starts fallin' down
Better change your tune
Yeah, you reach for the golden ring
Reach for the sky
Baby, just spread your wings
We'll get higher and higher
Straight up we'll climb
We'll get higher and higher
Leave it all behind
Run, run, run away
Like a train runnin' off the track
Got the truth bein' left behind
Falls between the cracks
Standin' on broken dreams
Never losin' sight, ah
Well just spread your wings
We'll get higher and higher
So baby dry your eyes
Save all the tears you've cried
Oh, that's what dreams are made of
'Cause we belong
in a world that must be strong
Oh, that's what dreams are made of
Yeah, we'll get higher and higher
Straight up we'll climb
Higher and higher
Leave it all behind
Oh, we'll get higher and higher
Who knows what we'll find?
So baby dry your eyes
Save all the tears you've cried
Oh, that's what dreams are made of
Oh baby, we belong
in a world that must be strong
Oh, that's what dreams are made of
And in the end on dreams we will depend
'Cause that's what love is made of
Monday, May 22, 2006
ของเล่นใหม่
Wednesday, April 26, 2006
Stand up if you love Shearer


ย้อนกลับไปประมาณ 30 ปีก่อน ด.ช.เชียร์เรอร์ ก็เป็นเหมือนเด็กชายชาวอังกฤษทั่วไป ที่ติดสอยห้อยตามครอบครัวโไปเชียร์ทีมฟุตบอลประจำเมือง หรือทีมที่ครอบครัวชื่นชอบ แน่นอนครับ ด.ช.เชียร์เรอร์ เป็นชาวเมืองนิวคาสเซิล จึงเป็นแฟนบอลของทีมประจำเมืองไปโดยปริยาย เมื่อได้ดูแล้วก็เกิดความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ใส่เสื้อลายบาร์โค้ด(ขาว-ดำ) ลงเตะในสนามเซ็นต์ เจมส์ ปาร์ค มีแฟนบอลส่งเสียงเชียร์ เหมือนกับเควิน คีแกน ฮีโร่ของเค้า
เมื่อความฝันแล้ว ด.ช.เชียร์เรอร์ ก็ไม่รอช้ามุ่งมั่นซุ่มซ้อมอย่างหนักเพื่อที่จะให้ได้เป็นนักเตะอาชีพ แต่แล้วความฝันของเชียร์เรอร์ก็ถูกทดสอบเป็นครั้งแรก เมื่อเชียร์เรอร์ถูกปฏิเสธไม่ให้เป็นนักเตะฝึกหัดของสโมสรที่มุ่งหวัง ไม่รู้ว่าโชคชะตากลั่นแกล้ง หรือเป็นความผิดพลาดที่น่า “เขกกะโหลก” ของเหล่าสตาฟโค้ชผู้คัดเลือก เชียร์เรอร์มีทางให้เลือกไม่มากนัก แต่ด้วยความมุ่งมั่น หนุ่มน้อยอายุเพียง 15 ปี อย่างเชียร์เรอร์เก็บข้าวเก็บของ เดินทางออกจากบ้านเกิดอันเป็นที่รักยิ่งลงใต้เพื่อไปเป็นนักเตะฝึกหัดของสโมสรเซาท์แธมป์ตันที่อยู่ห่างจากนิวคาสเซิลประมาณ 300 ไมล์ (เทียบกับบ้านเราก็ประมาณจากหนองคายลงสงขลา)
ที่เซาท์แธมป์ตัน เชียร์เรอร์ได้เริ่มตำนานบทที่หนึ่ง ตั้งแต่อายุ 17 ปี 8 เดือน โดยการยิงแฮตทริก(1 นัด 3 ประตู)ใส่ทีมอาร์เซนอล ด้วยอายุที่น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ทำลายสถิตของจิมมี่ กรีฟฟ์ ที่อยู่ยงคงกระพันมานานถึง 30 ปี
เชียร์เรอร์อยู่ที่เซาท์แธมป์ตันเป็นเวลา 6 ปี ก็ต้องมีอันชีพจรลงเท้าอีกครั้ง เมื่อได้รับข้อเสนอขอซื้อตัวจากทีม แบล็กเบิร์น โรเวอร์ ที่มีอดีตตำนาน หมายเลข 7 แห่งทีมลิเวอร์พูล เคนนี่ ดัลกลิช เป็นผู้จัดการทีม และทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มี เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน เป็นกุนซือ
เชียร์เรอร์ปฏิเสธท่านเซอร์อเล็กซ์ เป็นครั้งแรก และย้ายไปอยู่กับแบล็กเบิร์น ด้วยค่าตัว 3.6 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าแพงมากในสมัยนั้น
การตัดสินใจของเชียร์เรอร์น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยเพราะแมนยูในขณะนั้นเพิ่งได้รองแชมป์ลีก ศักยภาพของทีมค่อนข้างจะลงตัว ซึ่งหากเชียร์เรอร์ย้ายไป จะได้จับคู่กับเอริก คันโตน่า ยอดนักเตะชาวฝรั่งเศสที่ท่านเซอร์เพิ่งซื้อมา หากเล่นคู่กันจะเป็นคู่หูในฝันคู่นึงเลยทีเดียว เทียบกับแบล็กเบิร์นที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาอยูบนลีกสูงสุดได้ไม่นาน มีเพียงเม็ดเงินจากประธานสโมสรผู้ล่วงลับ แจ็ก วอล์กเกอร์ ที่ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างแมนยู แต่เชียร์เรอร์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเค้าตัดสินใจไม่ผิด 3 ฤดูกาลต่อมา เชียร์เรอร์ยิงได้ 31 ประตู จากการลงสนาม 40 นัด นำทีมแบล็กเบิร์นเฉือนชนะแมนยูแค่เส้นยาแดง คว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพไปครอง
แต่ใครจะรู้ว่านี่คือแชมป์แรกและแชมป์เดียวของเชียร์เรอร์ในชีวิตการค้าแข้ง
ปี 1996 ความฝันของเชียร์เรอร์ก็ถูกทดสอบอีกครั้ง เมื่อได้รับข้อเสนอขอซื้อตัวจากเซอร์อเล็กซ์ แห่งแมนยูเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งทีมแมนยูพึ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพมา 2 สมัยซ้อน หากครั้งนี้เชียร์เรอร์ตัดสินใจไปอยู่กับทีมแมนยู การจะได้เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทองลำบากแค่ยกขา เพราะขณะนั้นแมนยูเข้าขั้นเป็นยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ และกำลังใส่เกียร์เดินหน้าเพื่อมุ่งสู่แชมป์ยุโรป แต่ในขณะเดียวกัน ทีมนิวคาสเซิล ที่เป็นทีมบ้านเกิดและเป็นทีมที่เชียร์เรอร์รักก็ได้ยื่นข้อเสนอ ขอซื้อตัวมาด้วยราคาที่แพงที่สุดในโลกในสมัยนั้น 15 ล้านปอนด์ การตัดสินใจครั้งนี้หากเป็นคนอื่นคงไม่ง่ายนัก ที่จะเลือกทำตามความฝันแต่อนาคตยังคลุมเคลือ กับเลือกอนาคตที่สดใสโดยละทิ้งความฝัน
แต่ใครคนนั้นเป็นอลัน เชียร์เรอร์ ผู้วิ่งไล่ตามความฝัน เค้าเลือกที่จะทำตามความฝัน โดยปฏิเสธท่านเซอร์อเล็กซ์เป็นครั้งที่สอง เซ็นสัญญาร่วมงานกับเควิน คีแกน ฮีโร่สมัยเด็กที่เป็นผู้จัดการทีมอยู่ ย้ายมาอยู่กับทีมรัก ใส่เสื้อลายทางขาว-ดำ ลงเตะในสนามเซ็นต์เจมส์ ปาร์ค ฟังเสียงแฟนบอลตะโกนเรียกชื่อเพื่อเชียร์เค้า เป็นฝันที่เป็นจริง
10 ปีต่อมา กับทีมนิวคาสเซิล เชียร์เรอร์ไม่มีแชมป์ประดับเกียรติประวัติเพิ่มเติมใดๆแม้แต่ใบเดียว ไม่ว่าจะใบเล็กใบใหญ่ ทำได้ดีที่สุดเพียงรองแชมป์ นำมาซึ่งการตั้งคำถามว่าเชียร์เรอร์คิดผิดหรือไม่ เพราะหากตอนนั้นเชียร์เรอร์เลือกแมนยู จะได้แชมป์ทุกแชมป์ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพ เอฟเอคัพ ลีกคัพ หรือแม้แต่ถ้วยใบใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่างยูโรเปี้ยนคัพ เชียร์เรอร์มีเพียงสถิติและตำแหน่งส่วนตัวเป็นของปลอบใจ อาทิ เป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลลของพรีเมียร์ชิพ, ได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของอังกฤษ 2 สมัย, ทำลายสถิติการยิงประตูสูงสุดของทีมนิวคาสเซิล, เป็นดาวซัลโวในฟุตบอลยูโร 96 ในนามทีมชาติอังกฤษ, เป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษและเป็นกัปตันสโมสรนิวคาสเซิล ฯลฯ
หากมองด้วยสายตาของบุคคลภายนอก 10 ปีนี้ เป็น 10 ปีที่ว่างเปล่าของเชียร์เรอร์อย่างแท้จริง แต่ชาวจอร์ดี้(ชาวเมืองนิวคาสเซิล)ไม่คิดอย่างนั้น เชียร์เรอร์ได้ให้อะไรกับทีมนิวคาสเซิลมากกว่าตำแหน่งแชมป์ โดยเฉพาะการเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็กๆในเมือง ความเป็นสุภาพบุรุษ เชียร์เรอร์ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในเรื่องความประพฤติทั้งในและนอกสนาม ความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำหน้าที่นักเตะและกัปตันทีม การอุทิศตนเพื่อประโยชน์สาธารณะ สิ่งเหล่านี้เชียร์เรอร์ไม่เคยขาด
ถ้ามีคนถามผมว่าเชียร์เรอร์ประสบความสำเร็จในการค้าแข้งกับนิวคาสเซิลหรือไม่ หากคำว่า “ประสบความสำเร็จ” นั้นประเมินจากจำนวนแชมป์ที่เชียร์เรอร์ทำได้กับทีม ผมจะตอบว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
แต่หากคำว่า “ประสบความสำเร็จ” นั้นประเมินจากการได้รับการยกย่องจากแฟนบอล และบุคคลทั่วไป (โทนี แบลร์ นายกฯอังกฤษ ก็ยกย่องด้วยนะครับ) ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพทั้งในและนอกสนาม ประเมินจากคนที่มีความฝัน และทำได้อย่างที่ฝันไว้ รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ ที่กล้าที่จะขว้างทิ้ง อนาคตอันสดใสเพื่อเดินตามความฝันของตัวเอง ผมว่าเชียร์เรอร์นี่แหละครับ แชมป์ตัวจริงเสียงจริง
Saturday, April 08, 2006
ดื้อแพ่ง
หากใช้แนวความคิดที่ว่าเมื่อรัฐไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่ตนเองได้แล้ว คนๆนั้นจะปฏิบัติตัวอย่างไร จะให้ทนทนไปจากการกระทำของอำนาจรัฐ โดยคิดซะว่าเป็นกรรมเก่าที่เคยทำมาในชาติที่แล้ว หรือว่าช่างมันถือว่าอโหสิ แล้วก็แล้วกันไปหรือ แน่นอนครับบางคนทำได้ แต่บางคนทำไม่ได้ ไอ้คนที่ทำไม่ได้ หากไม่ได้ตัดสินใจเป็นอาชญากรอาชีพ ก็คงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับความไม่ชอบธรรมของอำนาจรัฐที่กระทำต่อตนเอง หากโรบินฮู้ดเกิดช้ากว่านี้ซัก 200-300 ปี คงไม่เลือกที่จะไปเป็นโจรอยู่ในป่าเชอร์วู๊ดเป็นแน่ เพราะมีทฤษฎีใหม่ที่เกิดขึ้นมาเพื่อใช้ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน”
ความจริงแล้วผมออกจะงงงงอยู่กับคำว่า “อารยะขัดขืน” อยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะโดยถ้อยคำดูสวยหรู แต่ไม่สื่อให้เห็นถึงความนัยของมัน ซ้ำร้ายจะถูกมองอย่างมีอคติว่า การขัดขืนอย่างมีอารยะหมายถึง การขัดขืนที่ฝรั่งผู้ดีตีนแดงเค้าใช้กัน แล้วไอ้คนอย่างผมที่ยังไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่ว่าตัวเองมีอารยะกะเค้าหรือเปล่าจะขัดขืนอย่างนั้นบ้างได้ไหม
แต่หากเรียกชื่อเดิมของมันก่อนที่จะถูกตั้งชื่อใหม่ว่า “ดื้อแพ่ง” หลายคนคงถึงบางอ้อได้ในทันที ดื้นแพ่งเป็นคำจากไหนผมไม่รู้ แต่ผมเดาว่าคงแปลมาจากภาษาอังกฤษที่ว่า “civil (แพ่ง) disobedience (ดื้อ)” รู้แต่ว่าเป็นคำที่ได้ยินตั้งแต่เด็กๆ เป็นคำที่บรรดา ครูบาอาจารย์ หรือพ่อแม่ผู้ปกครองใช้ตำหนิติเตียนลูกศิษย์ลูกหา หรือลูกตัวเองในกรณีที่ เด็กๆไม่ยอมทำตามคำสั่งที่ท่านเหล่านั้นให้ไว้ ซึ่งผมขอใช้คำว่า “ดื้อแพ่ง” ในบล็อกตอนนี้นะครับเพราะไม่ค่อยชินกะไอ้การขัดขืนอย่างมีอารยะ
ตามตำราฝรั่งเค้าบอกว่า ดื้อแพ่ง คือการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างสันติวิธี เป็นการกระทำในเชิงศีลธรรม เป็นการประท้วงหรือคัดค้านคำสั่ง กฎหมายของผู้ปกครองที่อยุติธรรม หรือเป็นการต่อต้านการกระทำของรัฐบาลที่ประชาชนเห็นว่าไม่ถูกต้อง
การดื้อแพ่งจึงเป็นการที่การ “จงใจ” กระทำที่ผิดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน แต่จงใจเพื่อประท้วงการกระทำของอำนาจรัฐ หรือประท้วงกฎหมายที่ไม่มีความชอบธรรม โดยอ้างอำนาจ หรือมโนธรรมที่อยู่เหนือกว่ากฎหมายมาเป็นข้อโต้แย้ง หากอธิบายตามหลักนิติปรัญชา สำนักกฎหมายธรรมชาติ ก็จะได้ว่ากฎหมายย่อมมีลำดับศักดิ์ต่างกัน กฎหมายที่ลำดับศักดิ์ต่ำกว่าย่อมไม่อาจขัดแย้งกับกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่า กฎหมายบ้านเมืองแม้ได้ออกมาโดยอาศัยอำนาจของผู้ปกครองสูงสุด ก็ไม่อาจขัดกับกฎธรรมชาติที่มีลำดับศักดิ์สูงที่สุดได้
แนวความคิดเรื่องดื้อแพ่งนี้ ออกจะขัดกับมโนสำนึกที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของประชาชนทั่วไปที่ว่าบุคคลมีหน้าที่ต้องปฎิบัติตามกฎหมาย ดูเผินๆอาจเหมือนกับอาชญากร หรือพวกโจรผู้ร้ายที่กระทำผิดกฎหมายเพื่อให้เกิดผลร้ายแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่ผู้ดื้อแพ่งหาได้คิดเช่นเดียวกับโจรไม่ ผู้ดื้อแพ่งยังคงเคารพกระบวนการยุติธรรมทางศาล การจงใจทำผิดกฎหมายมิได้เกิดขึ้นเพื่อเจตนาทำให้เสื่อมเสียหายแก่สิทธิของผู้บริสุทธิ์ หากแต่ต้องการนำประเด็นความไม่ชอบธรรมของอำนาจรัฐขึ้นมาให้สาธารณะขบคิดถึงผลเสียหายที่มากกว่าการเสียหายแบบธรรมดา ดังนั้นผู้ดื้อแพ่งทุกคนจะรอคอยการพิจารณาของศาลอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อที่จะได้นำเสนอประเด็นอธิบายให้สาธารณะเข้าใจ หากมีคำตัดสินอย่างไรก็ต้องยอมรับโทษตามการกระทำความผิดของตน
การดื้อแพ่งนั้นมีส่วนที่ใกล้เคียงกับการก่อการร้ายตรงที่ปฏิเสธอำนาจรัฐที่ตนเห็นว่าไม่ชอบธรรม หากแต่การดื้อแพ่งนั้นเลือกใช้สันติวิธี แทนการวางระเบิด หรือลอบยิงประชานผู้บริสุทธิ์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการดื้อแพ่งมักจะทำร้ายเพียงแค่สิทธิของตัวเองเท่านั้น หรืออย่างมากแค่จัดการชุมนุมรบกวนสิทธิในการสัญจรไปมาของบุคคลอื่น
บล็อกตอนนี้มิได้เกิดขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าการกระทำของอาจารย์จุฬาฯที่ฉีกบัตรเลือกตั้งนั้นถูกหรือผิด เพียงแต่อยากเห็นกระบวนการของการใช้สิทธิในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่พบเห็นในระบบกฎหมายประเทศไทย หากศาลตัดสินว่าการฉีกบัตรเลือกตั้งดัวกล่าวเป็นความผิด ก็คงต้องยอมรับ แต่ผมอยากเห็นกระบวนการใช้สิทธิทางศาล เพื่อสร้างบรรทัดฐานของการดื้อแพ่ง อันเป็นสิทธิอย่างนึงในระบบประชาธิปไตยทางตรง อย่างน้อยที่สุดผมอยากเห็นคำพิพากษาที่พิจารณาในส่วนของการใช้สิทธิ เช่น สิทธิที่เป็นฐานของการกระทำดื้อแพ่งมีหรือไม่ตามระบบกฎหมายไทย วิธีการใช้สิทธิที่ถูกต้องที่ศาลยอมรับได้ หรือขอบเขตของการใช้สิทธิ เป็นต้น
การชุมนุมของบรรดาพันธมิตรได้เปิดมิติใหม่ทางการเมืองอันเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งผมเห็นว่าหากจะเรียกร้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนั้น นอกจากการติดอาวุธทางปัญญาแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการติดอาวุธทางกฎหมายกรับ
Wednesday, March 22, 2006
บ่นการเมือง(แก้นอนไม่หลับ)
ส่วนขี้กลัวเกิดจาก กลัวว่าเขียนแล้วจะมีคนเข้ามาด่า หรือเขียนแล้วซ้ำกับของคนอื่นกลายเป็นฟังขี้ปากเค้ามาพูด หรือเขียนแล้วคนอ่าน อ่านไม่รู้เรื่อง เลยไม่ได้ลงมือเขียนตอนใหม่ขึ้นมา ทั้งๆที่คิดอยากจะเขียนเกี่ยวกับการเมืองที่ร้อนระอุอยู่ในปัจจุบัน บล็อกตอนที่ท่านอ่านอยู่นี้ เกิดขึ้นมาไม่ใช่เพราะผมชนะความกลัวหรอกครับแต่เพราะนอนไม่หลับเลยลุกขึ้นมาหาอะไรทำ ซึ่งออกตัวก่อนว่าตัวผมเอง ความรู้ก็ไม่ได้มีมากมายอะไร แค่อยากจะแสดงความคิดเห็นบ้างก็เท่านั้น ถ้าใครไม่เห็นด้วยก็บอกกล่าวกันได้ครับ แต่อย่าถึงกับด่าทอกันเลยนะครับ เราคนไทยต้องไม่เครียดครับ (ฮา)
-1-
ย้อนกลับไปวันที่คุณทักษิณประกาศยุบสภา วันนั้นผมได้มีโอกาสที่จะเข้าชื่อตรวจสอบคุณทักษิณ เรื่องจริยธรรมผู้นำ ในกรณีการขายหุ้นชินคอร์ป และตรวจสอบจริยธรรมบรรดาเนติบริกรทั้งหลาย แต่ผมก็ได้ปฏิเสธไปทั้งสองรายการ โดยรายการแรก ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมไม่เห็นว่าการไม่เสียภาษีจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมตรงไหน จริงๆ ถ้าจะตรวจสอบถึงความไม่ชอบมาพากลในการขายหุ้นชินคอร์ปของครอบครัวคุณทักษิณ ผมว่าไม่น่าจะชูประเด็นภาษีมาเป็นประเด็นหลัก ประเด็นหลักน่าจะเป็นเรื่องกิจการที่ชินคอร์ปดำเนินการอยู่คือกิจการที่เป็นสัมปทานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม หรือดาวเทียม หรือโทรทัศน์ ซึ่งในอดีตถือว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศที่ รัฐจะต้องเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเองทั้งสิ้น แต่กิจการเหล่านี้กลับตกอยู่ในมือของนิติบุคคลไทยที่ถูกครอบงำโดยบุคคลต่างด้าว เรืองความมั่งคงต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน จึงควรจะมีการทบทวนในเรื่องพวกนี้ให้เร็วที่สุด
สำหรับกรณีของเนติบริกร อันได้แก่ คุณวิษณุ คุณบวรศักดิ์ ผมเลือกที่จะไม่เข้าชื่อตรวจสอบจริยธรรม เพราะผมมองว่าการลงชื่อดังกล่าวเป็นลักษณะของการประจาน หรือด่าทอ ประชดประชันกันมากกว่าที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ โดยตัวผมมองว่าทั้งสองคนยังมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพียงแต่ตอนนี้หลงผิดฝ่ายไปหน่อย ถ้ากลับตัวกลับใจสังคมคงจะให้อภัย (หรือเปล่า??) สำหรับ อ.บวรศักดิ์ ผมอยากให้แกกลับมาเขียนหนังสือกฎหมายมหาชนต่อให้จบ (ค้างอยู่ 2 เล่ม) หนังสือกฎหมายมหาชนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำรากฎหมายมหาชนภาษาไทยที่ดีที่สุดเท่าที่เมืองไทยเคยมี ส่วน อ.วิษณุ ด้วยบุคลิกภาพ ความมั่นใจในตัวเองสูงประกอบกับความรู้และ หลักการที่อัดแน่นอยู่ในตัว น่าจะกลับมาเป็นอ. สอนหนังสือเหมือนเดิม ( ผมเดาว่า อ.แกน่าจะสอนหนังสือสนุกนะ) หรือไม่ก็ไปเปิดร้านอาหารครัว ครม. ตามชื่อหนังสือ ก็น่าจะเข้าท่ากว่าเป็นเนติบริกรเป็นไหนๆ (ท่านว่าจริงมะ)
-2-
ในกรณีการยุบสภาของคุณทักษิณ ผมเห็นด้วยที่คุณทักษิณเลือกทางนี้ เพื่อที่จะหนีการกดดันจากกลุ่มพันธมิตร(ที่ไม่ใช่ทีมพากษ์หนัง)ให้ลาออก แต่ไม่ใช่เพราะว่าจะให้ประชาชนตัดสินความชอบธรรมในตำแหน่งนายกนะครับ เพราะการเลือกตั้งของประชาชนไม่ใช่ศาลที่จะตัดสินความผิดจากการกระทำของคุณทักษิณได้ แต่เนื่องจากผมเกรงว่าถ้าคุณทักษิณลาออกจากนายกในตอนนั้นจริง กระบวนการทางกฎหมายต้องมีการเลือกนายกฯ ขึ้นมาใหม่ ตรงนี้แหละครับ ผมคิดว่าคุณทักษิณจะต้องดันร่างทรงขึ้นมาเป็นนายกฯ บังหน้า โดยตัวเองเชิดหุ่นอยู่ข้างหลัง ซึ่งถ้าให้ผมสมมุติตัวเองเป็นคุณทักษิณในการเลือกนายกฯหุ่นกระบอกมาซักคน คนๆนั้นต้องมีคุณสมบัติสั่งการได้ ไว้ใจได้ จงรักภักดี ทำงานเร็ว ฉับไว ใจกล้า (หน้าด้าน??) โดยคนที่เป็นแคนดิเดทในตำแหน่งนี้ (ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็น สส.บ้างนะครับ) ก็คือ 1. เนวิน 2. วัฒนา 3. สุรนันท์ 4. ยงยุทธ แล้วเราๆ ท่านๆ จะได้หัวเราะร่า น้ำตาริน กับนายกคนใหม่อย่างแน่นอน (ฮา แบบ ฮือๆ)
-3-
พอยุบสภาแล้ว ผมก็คิดว่าคราวนี้ไทยรักไทยต้องได้จำนวน สส. น้อยกว่าคราวที่แล้วอย่างมาก โดยเฉพาะใน กทม. และถ้าหากฝ่ายค้าน 3 พรรค อั้วกัน โดยไม่ส่งผู้สมัครตัดคะแนนกันเอง ซึ่งได้ยินข่าวแว่วมาว่า ในการเลือกตั้งคราวที่แล้ว มีเขตการเลือกตั้งที่คะแนนของประชาธิปัตย์ รวมกับพรรคมหาชน หรือชาติไทย มากกว่าคะแนนของไทยรักไทย แต่ไทยรักไทยได้เป็น สส.ไป เพราะคะแนนมันกระจายกัน ประมาณ 80 เขต ถ้ารวมกับของเก่า 124 สส. โอกาสที่จำนวนสส.ของฝ่ายค้านจะถึง 200 ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ซึ่งถ้าได้จำนวนมากก็ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และจะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ให้ไทยรักไทยมามีอิทธิพลได้มากนัก
แต่แล้วผมก็ต้องสะดุ้งตื่น เมื่อพรรคฝ่ายค้านรวมตัวกันฮั้วจริงๆ ครับ แต่ดันฮั้วบอยคอต ไม่ส่งคนลงเลือกตั้ง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังมีอะไรมากกว่านั้น ลำพังแค่การบอกว่าการยุบสภาไม่ชอบดัวยหลักการ หรือไม่อยากจะมีส่วนร่วมในการสร้างความชอบธรรมให้คุณทักษิณด้วยการลงแข่งขันเลือกตั้ง ผมว่ายังไม่เพียงพอ
หรือจะอ้างว่าคุณทักษิณไม่ยอมลงสัตยาบันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปการเมืองตามที่ฝ่ายค้านเสนอ ก็ไม่เพียงพอ เพราะตอนหลังคุณทักษิณก็ยอมลงสัญญาประชาคมไว้ แม้จะต่างกันในถ้อยคำ แต่โดยนัยเหมือนกัน (ไม่มีผลบังคับในทางกฎหมายเหมือนกัน (ฮา) ) คือต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพียงแต่จะแก้วิธีไหนเท่านั้นเอง
-4-
ยิ่งฝ่ายค้านไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ยิ่งทำให้ไพ่ในมือของฝ่ายไม่เอาคุณทักษิณเหลือน้อยเต็มที จนในที่สุดวาทกรรมนายกพระราชทานก็กลับมากระหึ่มอีกครั้ง เพราะหมดทางที่จะโค่นคุณทักษิณแล้ว อันนำมาซึ่งความเห็นขัดแย้งในทางวิชาการเรื่องการใช้มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญที่ถกเถียงกันมาพอสมควร ผมจึงไม่ขอฉายซ้ำอีกครั้ง แต่ขอออกความเห็นนึดนึงว่าการใช้มาตรา 7 ไม่ใช่เป็นเพียงการฉีกรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่เป็นการฉีกตำรากฎหมายที่ผมได้เรียนมาเลยทีเดียว
ไอ้ตอนที่ได้ยินเรื่องการขอนายกพระราชทาน ผมแว่วได้ยินเสียงเพลงของน้าแอ็ด คาราบาว เพลงนึง ดังก้องขึ้นมาในหูอย่างไม่ได้นึกคิดมาก่อน ซึ่งเพลงนั้นร้องว่า.....
นาย ก. นาย ก. นาย ก. คุณจะเป็นใครก็ได้
ขอให้ประชาชนไทยได้เป็นคนเลือกนาย ก.
นาย ก. นาย ก. นาย ก...........
บทเพลงนี้ถ้าผมจำไม่ผิดเกิดในยุดพฤษภาทมิฬ เพื่อต่อต้านคุณสุจินดา ไม่ให้เป็นนายกเพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกว่าจะได้มาก็ “เสียเลือด เสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป” แต่ไปๆมาๆสมัยนี้ พ.ศ.นี้ กลับไม่ต้องการซะงั้น (เฮ้อ !!)
-5-
ถ้าถามผมว่าแล้วจะเอายังไงต่อไปกับการเมืองไทย ผมตั้งความหวังกับไว้ 4 ทาง
ทางแรก ผมก็ยังหวังว่าจะมีอะไรมาดลใจให้คุณทักษิณยุติบทบาททางการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นขึ้นมาบริหารประเทศบ้าง จริงๆถ้าผมเป็นคุณทักษิณ ผมกลับบ้านนอนดีกว่า ทำงานจนได้รับการให้เกลียด เอ้ย ให้เกียรติเอาชื่อคุณทักษิณไปตั้งเป็นชื่อทางวิชาการ เช่น ทางรัฐศาสตร์เรียกการปกครองแบบทักษิณว่า ทักษิณาธิปไตย ทางเศรษฐศาสตร์เรียกระบบเศรษฐกิจของทักษิณว่า ทักษิโณมิก ล่าสุด ทางมนุษย์ศาสตร์ เรียกคนที่มีความคิดเหมือนกับทักษิณว่า ทักษิณชน (อันนี้ผมตั้งเอง ตามบทความ อ.นิธิ เรื่องคนอย่างทักษิณ) ถึงขนาดนี้แล้วท่านยังจะเอาอะไรอีกกรับ
ทางสอง ให้คุณทักษิณเว้นวรรคทางการเมือง 1 สมัย เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกติกาของบ้านเมืองซะก่อน แล้วคุณทักษิณค่อยกลับสมัครรับเลือกตั้งใหม่ก็ไม่สาย ตามแนว อ.วรเจตน์ แห่งท่าพระจันทร์ กับน้าแอ็ด คาราบาว
ทางสาม กกต.ปรึกษากับรัฐบาล ให้ตรา พระราชกฤษฎีกาแก้ไขวันเลือกตั้งเนื่องจากเห็นว่า เมื่อเลือกมาแล้วจะเกิดปัญหายุ่งยาก แล้วฝ่ายค้านยอมกลับใจมาลงสมัคร และทั้งหมดร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญ (ฟังขี้ปากเค้ามาพูด เหอ เหอ )
ทางที่สี่ สุดท้ายผมหวังว่าคะแนนเสียงของพรรคไทยรักไทย จะไม่ถึง 50 % ของจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิ ตามที่คุณทักษิณประกาศไว้ ว่าจะไม่เป็นนายก ดังนั้นพวกเราชาวบล็อกเกอร์ทั้งหลาย เพื่อเห็นแก่ที่คุณทักษิณ.........จนเหนื่อยแล้ว อยากให้คุณทักษิณพักผ่อนซะที กรุณากาช่องไม่ลงคะแนน เพื่อส่งคุณทักษิณกลับไปพักผ่อนที่บ้าน
กรับ......
Tuesday, February 14, 2006
กฎหมายมหาชนภาคพิศดาร ตอนหลักความได้สัดส่วน ฉบับนักช็อป
ตามสังคมวัตถุ-บริโภคนิยม หลายคนคงประสบปัญหากับการใช้จ่ายเงิน หรือปัญหาการบริหารกิเลสภายในใจ เพราะสมัยนี้เดินทางไปไหนมาไหนเห็นสินค้าวางขายมากมาย ไอ้นู่นก็อยากได้ ไอ้นี่ก็อยากมี ถ้ามีกำลังทรัพย์ก็จับจ่ายใช้สอยอย่างเมามัน ถึงสิ้นเดือนสำหรับคนใช้บัตรเครดิตเห็นบิลเรียกเก็บเงินเข้าคงลมจับ หรืออย่างตัวผมเองจะเห็นผลตอนกดเงินATMช่วงปลายๆเดือน ที่เงินเดือนของเดือนใหม่ยังไม่เข้าบัญชี ต้องพึ่ง มาม่าประทังชีวิตอยู่เป็นนิจ เข้าข่ายเที่ยวสนุกทุกข์ตอนจ่าย
แต่ท่านทั้งหลาย อย่าพึ่งอับจนหนทาง ผมมีหลักวิธีการช็อปปิ้งอย่างสนุกสนานโดยไม่ทุกข์ตอนจ่าย โดยประยุกต์เอากับหลักการกฎหมายมหาชนทางถนัดของผมมานำเสนอ เรียกว่า “หลักการช็อปปิ้งอย่างได้สัดส่วน” มีที่มาจาก “หลักความสัดส่วน” ในกฎหมายมหาชนนั่นเอง
-1-
จากหลักนิติรัฐซึ่งเป็นหลักการพี่ใหญ่ในกฎหมายมหาชน ที่จำกัดอำนาจรัฐให้อยู่ภายใต้กฎหมายนั้น มีหลักการย่อยๆต่างๆมากมาย และหลักการสำคัญหลักหนึ่งคือ “หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง” หลักการนี้กำหนดว่าฝ่ายปกครองจะกระทำการใดๆที่เป็นการลิดรอนสิทธิของปัจเจกบุคคล ต้องมีกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติให้อำนาจไว้เสียก่อนจึงจะทำได้ หรืออาจจะเรียกว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ” แต่ในทางความเป็นจริง ฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถที่จะออกกฎหมายให้มีความครอบคลุมถึงทุกการกระทำของฝ่ายปกครองได้จึงทำได้เพียงออกกฎหมายกำหนดกรอบแห่งอำนาจ ให้ฝ่ายปกครองดำเนินการภายในกรอบที่กำหนด
แต่ถึงจะมีกฎหมายให้อำนาจแล้ว ฝ่ายปกครองก็หาอาจกระทำการได้ตามอำเภอใจไม่ ยังคงต้องเคารพหลักการทางกฎหมายอีกหลักการหนึ่งที่เรียกว่า “หลักความได้สัดส่วน” ซึ่งประกอบไปด้วย 3 หลักการย่อยดังต่อไปนี้
1. หลักสัมฤทธิ์ผล หลักการนี้บอกว่า ฝ่ายปกครองจะใช้มาตราการทางปกครองใด มาตราการนั้นต้องก่อให้เกิดผลดังที่ฝ่ายปกครองต้องการให้เกิด
2. หลักความจำเป็น หลักการเรียกร้องให้ฝ่ายปกครองครีเอทมาตรการที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อแรกมาหลายๆมาตรการ แล้วให้เลือกดูว่ามาตรการใดก่อให้เกิดผลกระทบสิทธิของปัจเจกบุคคลน้อยที่สุด มาตรการนั้นแหละเป็นมาตราการที่จำเป็น
3.หลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ หลักการนี้เป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนที่การกระทำทางปกครองจะมีผลไปกระทบสิทธิของเอกชน ซึ่งหลักการนี้บอกว่า ให้ชั่งน้ำหนักระหว่าง ประโยชน์ที่ปัจเจกบุคคลต้องเสียไปกับประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับว่ามันได้สัดส่วนกันหรือป่าว คุ้มไหมที่จะต้องริดรอนสิทธิของคนๆหนึ่งเพื่อให้สาธารณะได้ประโยชน์
จากหลักการนำมาสู่วิธีการใช้ ก็ง่ายมาก
1.ดูวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายปกครองซะก่อน แล้วค่อย
2.กำหนดมาตราการที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น
3. ดูว่าไม่มีมาตรการอื่นที่ดีกว่านี้ และ
4. พิจารณาว่าสิทธิของเอกชนที่จะเสียไปคุ้มหรือป่าว กับประโยชน์ที่สาธารณะจะได้รับ
-2-
หลายคนคงสงสัยแล้วที่ว่ามาทั้งหมดเกี่ยวอะไรกับการช็อปปิ้งวะ??? ถ้างั้นโปรดดูต่อครับ
หลักการช็อปปิ้งอย่างได้สัดส่วน
หลักการนี้เรียกร้องให้นักช็อปทั้งหลายสมมุติว่าตัวเองเป็นฝ่ายปกครอง กำลังจะลิดรอนเงินในกระเป๋าตนเอง ดังนั้นนักช็อปทั้งหลายพึงใช้อำนาจเงินด้วยความระมัดระวังเพราะมันจะทำให้ท่านทุกข์ในตอนหลัง
หลักข้อที่หนึ่งบอกว่า ท่านต้องตั้งวัตถุประสงค์ในการใช้เงินซะก่อนที่ท่านจะออกช็อปปิ้ง ว่าของสิ่งใดที่จะดึงดูดเงินออกจากกระเป๋าของท่านได้ ของสิ่งนั้นจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องซื้อ โดยให้ถือว่าของที่ท่านตั้งใจจะซื้อเป็นเสมือนกฎหมายที่อนุญาตให้ท่านใช้เงินได้ การซื้อสิ่งของโดยที่ท่านมิได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ล่วงหน้าถือเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจกระทำได้ มิชอบด้วยกฎหมาย หากพบเห็นของที่อยากได้โดยบังเอิญ หลักการนี้บอกให้ท่านกลับไปทบทวน ตั้งเป็นวัตถุประสงค์ขึ้นใหม่ในใจ แล้วค่อยกลับมาซื้อใหม่ในการช็อปคราวหน้า
หลักข้อสองบอกว่า เมื่อไปเดินช็อปแล้ว ท่านต้องซื้อที่ท่านตั้งใจไว้เท่านั้น ถ้าของสิ่งใดที่ท่านไม่ได้ตั้งใจไว้กรุณาอย่าซื้อ ควรทำเพียงแค่ดู เก็บข้อมูลราคา สถานที่ขาย ไว้คราวหน้าค่อยมาซื้อ เช่นบางคนตั้งใจไปซื้อเสื้อ แต่กลับได้กลับมาครบชุดทั้งรองเท้า กางเกง อันนี้ถือว่าผิดหลักการ มิชอบด้วยกฎหมายนะครับ แต่ถ้าท่านอดใจไม่ไหวจริงๆ หรือมีการลดราคาสะบั้นหั่นแหลกประเภทลดทลายสต็อก หรือเป็นของที่บังเอิญตามหามานาน ประหนึ่งพานพบพี่น้องที่พลัดพรากมาตั้งแต่ยังเด็ก หรือมีเหตุอื่นใดที่มิอาจก้าวล่วงได้ หลักการนี้ยังคงเห็นใจท่านอยู่ อนุโลมให้ท่านใช้จ่ายเงินไปก่อนได้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง (แหะๆ ข้อยกเว้นนี้ผมใช้บ่อย)
หลักข้อสาม นี่ต้องพิจารณาในเชิงลึก ซึ่งหลักการบอกว่า ของแต่ละอย่างก็มีหลายยี่ห้อ หลายราคา ซึ่งแต่ละยี่ห้อ หรือแต่ละราคาก็มีคุณสมบัติที่ต่างกันไป ฉะนั้นควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่ายี่ห้อไหน ราคาใด ที่จะเหมาะกะกระเป๋าตังส์และวัตถุประสงค์ในการใช้ของตัวเองที่สุด เช่นเงินเดือน 8 พัน จะใส่เสื้อเวอร์ซาเช่ แม้ว่าเวอร์ซาเช่จะใส่สบายแต่ก็(อ่ะนะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านต้องใช้เสื้อตราห่านคู่เพียงยี่ห้อเดียวนะครับ) หรือท่านจะไปตีแบดออกกำลังกาย ท่านก็ควรเลือกซื้อไม้แบดอันที่เหมาะสมกับการใช้ออกกำลังกาย ไม่ใช่ซื้อไม้แบดอย่างดี ไม่มีขอบ ทำจากเหล็กที่ใช้ทำยานอวกาศ อันละ 5 พันก็ใช่ที่ ท่านไม่ได้ไปแข่งชิงแชมป์โลกนะครับ และอีกประการหนึ่งอย่าซื้อเผื่อครับ เอาที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น เมื่อพิจารณาดูหลายๆด้าน แล้วค่อยตัดสินใจเลือกซื้อ
หลักการสุดท้ายนี้สำคัญมากครับ เพราะเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนที่เงินจะไหลจากกระเป๋าของท่านไปสู่กระเป๋าของคนอื่น หลักการนี้เรียกร้องให้ท่านชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ท่านจะได้จากสิ่งของที่ท่านซื้อกับจำนวนเงินที่ท่านเสียไปว่ามันสัดส่วนกันหรือไม่ คุ้มค่ากับเงินที่ท่านจะต้องจ่ายหรือไม่ และประโยชน์ที่ว่าต้องไม่ใช่เพื่อสนองอารมณ์ชั่ววูบของตนเอง (ซึ่งผมเป็นบ่อยมาก) ดังนั้นเพื่อป้องกันอารมณ์แบบว่าเห็นแล้วต่อมกิเลสเกิดปฏิกริยาผลิตสารอยากได้ กระตุ้นให้เราอยากซื้อขึ้นมา ซึ่งพอซื้อมากลับรู้สึกงั้นๆอ่ะ ไม่ได้ใช้หรือไม่ก็ทิ้งหายไปไหนก็ไม่รู้ เสียดายเงิน ท่านอาจตรวจสอบได้ง่ายๆ โดยเมื่อท่านเลือกของได้แล้ว ถือไว้ในมือจ้องมองมันสัก 10 วินาที แล้วหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ประมาณ 3 ครั้ง ระหว่างสูดลมหายใจเข้าก็คิดไปด้วยว่า "ซื้อดีไม๊วะ" หากเสร็จแล้วท่านยังคงไม่เปลี่ยนใจ ก็เป็นอันผ่านฉลุยครับ
หลักการที่พล่ามมา เอ้ย พูดมาทั้งหมด ไม่ได้บอกให้ท่านตระหนี่ถี่เหนียวนะครับ เพียงแต่ให้ท่านใช้จ่ายเงินอย่างมีสติเท่านั้น หากเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็อ่านเอาขำขำนะครับ อย่าคิดมาก แต่ผมว่าลองนำไปใช้แล้วจะติดใจ 555
Wednesday, February 01, 2006
เรื่องแต่ง(ภาคเอากะเค้ามั่ง)
เสียงเพลงไอ แอม ของ บอง โจวี่ ที่ผมตัดทำเป็นริงโทน เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ในช่วงบ่ายของวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังจะแอบหลับในระหว่างทำงาน ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูอย่างหงุดหงิด “ใครวะโทรมากวนเวลานอน” ผมบ่นในใจ แต่ก็ต้องรีบรับโทรศัพท์ทันที
“ครับ แม่ มีอะไรรึป่าวครับ” ผมพูดขณะปรับอารมณ์ไม่ให้มีน้ำเสียงหงุดหงิด
“ก็ไม่มีอะไรหรอก แต่วันเสาร์นี้ไปไหนหรือป่าว” แม่ผมถามอย่างมีเลศนัย
“ไม่ได้ไปไหน ครับ มีอะไรหรือป่าวครับ” ผมตอบพลางนึกทบทวนว่า เมื่อเสาร์ที่ผ่านมาพึ่งโดนแม่ลากเข้าวัดหาพระหาเจ้า ทั้งๆที่วิตามินแอลยังออกฤทธิ์อยู่ในหัวผม นั่งฟังพระสวดมนต์ด้วยความทรมาน
“นึกว่าจะไปชุมนุมกะเค้าด้วย รู้ป่าวไอ้อ้วนมันจะไปชุมนุมกะเค้าด้วยนะ” แม่พูดถึงพี่ชายผมอย่างเป็นห่วง ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจอะไร เพราะรู้ดีว่าพี่ชายผมเป็นแฟนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของสนธิ หนังสือทุกเล่ม ซีดีทุกแผ่น พี่ผมมีหมด
“ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนิ มันโตแล้วนะครับ” ผมตอบตามความเห็น
“แม่ก็เป็นห่วงซิ ไปกะอีตาสนธิ”
ออ!! อย่างนี้นี่เอง แม่ผมไม่ชอบสนธิอย่างแรง เนื่องจากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่แม่เคยชอบดู เลิกเชียร์ท่านนายกฯ แถมยังกลับมาด่าอย่างหยาบๆคายๆ
“ถ้าไปกะมหาจำลอง แม่คงไม่ห่วง” ผมยกนักการเมืองคนโปรดของแม่มาประชด
“ไปกะใคร แม่ก็ห่วงทั้งนั้นแหละ” แม่ผมโต้กลับ “คุยกะมันให้แม่หน่อยซิ แม่พูดจนปากจะฉีกแล้ว มันก็ไม่ฟัง”
ผมนึกปฏิเสธในใจทันที “ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวโดนข้อหาไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดี เป็นพวกทักษิณ” เพราะเคยปะทะคารมกันบ่อยๆ
“เค้าก็ใช้เสรีภาพในการชุมนุมของเค้า ตามรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แม่ไม่ต้องห่วงหรอก” ผมอ้างรัฐธรรมนูญ เพื่อหาทางเลี่ยงหน้าที่ที่แม่มอบหมายให้
“สิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญที่จะคัดค้านนายกฯ ก็มีหลายทาง ก็พวกเข้าชื่อถอดถอน หรือไม่ก็ขีดๆเขียนๆ แสดงการคัดค้านก็ได้นิ ไม่เห็นจะต้องไปชุมนงชุมนุมอะไรกะเค้าด้วยเลย” แม่สวมวิญญาณอดีตคุณครู บรรยายวิชารัฐธรรมนูญให้ผมฟัง
“เอาน่าแม่ ปล่อยมันไปเหอะ มันก็โตแล้วนะ อายุจะ 30 แล้ว เรียนก็สูงเอาตัวรอดได้แหละ” ผมเริ่มอัปจนปัญญา งัดเอาอายุกับการศึกษามาอ้าง
“โตแต่ตัวนะซิ ทำอะไรไม่เคยคิดถึงหัวอกคนเป็นแม่บ้างเลย แม่เลี้ยงมากว่าจะโตได้ขนาดนี้.............” เสียงแม่ผมสั่นๆ และก็เงียบไป
“มันคงแค่ไปดูแล้วก็กลับแหละครับ แม่อย่าคิดมากเลย” ผมปลอบ
“แม่กลัวเค้าเอาทหารมายิงน่ะซิ นั่นไม่เลือกหรอกว่าใครมาดู ใครมาชุมนุม”
“จำอาเปี๊ยกได้ไหม นั่นก็ไปแค่ดู หายไป 3 วัน นึกว่าโดนยิงตายไปแล้ว โชคดี ตอนที่เค้ายิงกัน วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปมุดเข้าบ้านใครก็ไม่รู้ แต่เจ้าของเค้าใจดี ให้หลบอยู่เลยรอดมาได้” แม่ผมเล่าราวกับประสบเหตุด้วยตนเอง
“แม่ครับ สมัยนี้แล้ว เค้าไม่ทำกันอย่างนั้นแล้วแหละ” ผมพูดไปหัวเราะไป ที่แม่ขุดเอาการเมืองยุคเก่ามากล่าวอ้าง
“ทำเป็นเล่นไป” แม่ผมดุเสียงเขียว
“คนมันหลงอำนาจ ทำได้ทุกอย่างแหละ เสียสัตย์เพื่อชาติยังมีคนทำมาแล้วเลย” แม่แขวะอดีตนายกฯคนนึง
“จำป้าจิตเพื่อนแม่ที่ได้เป็นผอ.โรงเรียนได้ป่าว นั่นแค่ผอ.นะ ยังบ้าอำนาจซะขนาดนั้น แล้วอำนาจระดับนี้ อย่าทำเป็นล้อเล่นนะ” แม่ผมงัดเอาน้ำร้อนที่แม่เคยอาบ มาราดตัวผม
“เดี๋ยวเกิดมีมือที่สามเข้ามาวุ่นวาย นี่เห็นข่าวว่าจะมีปาระเบิดด้วยนิ แม่ก็กลัวซิ”
“ไม่ดีหรือแม่ แม่จะได้มีลูกเป็นวีรชนเดือนกุมภาไง” ปากพาซวยของผมโพล่งออกไป ก่อนจะได้คิด
“ล้อเล่น ครับ” ผมรีบแก้ตัว
“................................................................”
แม่ผมเงียบไปพักใหญ่
“จะรักชาติ รักประชาธิปไตย ก็อย่าลืมรักแม่ด้วยละกัน” แม่ผมทิ้งท้ายก่อนวางสายไป
Thursday, December 08, 2005
Song For You(My Computer).
Tuesday, November 22, 2005
แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
-1-
ความทั่วไป
รัฐวิสาหกิจในประเทศไทยแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่คือนิติบุคคลมหาชนกลุ่มนึง และนิติบุคคลเอกชนกลุ่มนึง
กลุ่มที่เป็นนิติบุคคลมหาชนจะเป็นพวกที่จัดตั้งโดยกฎหมายเช่น พระราชบัญญัติธนาคารออมสิน หรือพระราชกฤษฎีกาองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นต้น กลุ่มนี้โดยหลักแล้วจะมีอำนาจรัฐและสิทธิพิเศษจากรัฐต่างๆอยู่ในมือไม่มากก็น้อย เช่นอำนาจในการปักเสาไฟฟ้าในที่ดินเอกชน อำนาจพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของเอกชน อำนาจในการตัดต้นไม้ของเอกชนที่โตมาระเกะระกะสายไฟฟ้า หรือสิทธิในการใช้ทรัพย์สินของราชพัสดุ
ส่วนกลุ่มที่เป็นนิติบุคคลเอกชน พวกนี้จะจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเหมือนบริษัทเอกชนทั่วไป มีทุนจดทะเบียน มีหุ้น มีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง เช่น บมจ.ธนาคารกรุงไทย บมจ.การบินไทย พวกนี้โดยหลักแล้วจะไม่มีอำนาจมหาชนในกับบังคับเอากับเอกชนทั่วไปเหมือนกลุ่มแรก และการดำเนินงาน จะเป็นเหมือนบริษัทเอกชน
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจความหมายที่ใช้กันปัจจุบันคือการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจที่รัฐถืออยู่ให้แก่เอกชนจนรัฐถือหุ้นน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ (ดังนั้นการขายหุ้นในรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันจึงยังไม่ใช่การแปรรูปตามนัยทางกฎหมาย) แต่เพื่อความสะดวก ผมขอเรียกกระบวนการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจที่เกิดขึ้นตอนนี้ว่า “การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ”
ปัญหาประการแรกสุดคือรัฐวิสาหกิจกลุ่มแรกไม่มีทุนจดทะเบียน ไม่มีหุ้น ดังนั้นในการขายจึงไม่สามารถขายได้ทันทีเหมือนรัฐวิสาหกิจในกลุ่มที่สอง ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการนำเอารัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลมหาชนมาเข้ากระบวนการแปลงสภาพให้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลเอกชนเสียก่อนจึงจะสามารถขายหุ้นให้เอกชนได้ แต่ไปๆมาๆ กลับมีการใช้พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจไปแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งกระบวนการ จึงทำผลเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้
-2-
มูลเหตุของการแปรรูป
ตามกฎธรรมชาติทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป ต้องมีเหตุเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงมีผลตามมา การแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็เช่นกัน เหตุของการแปรรูปผมสรุปออกมาได้ดังนี้
ประการแรก ความล้มเหลวในการดำเนินงานภายในของรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลมหาชน ไม่ว่าจะเป็นการยึดติดกับ กฎ ระเบียบทางราชการ ทั้งๆที่ความจริงแล้วองค์การของรัฐที่เป็นรัฐวิสาหกิจก่อตั้งขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงกฎ ระเบียบอันหยุมหยิมของราชการ เพื่อให้มีความคล่องตัวเหมือนการดำเนินงานของเอกชน แต่เอาเข้าจริงๆกลับไม่เป็นเช่นนั้น รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งถูกควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐต่างกัน มากกว่า 2 แห่งขึ้นไป ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีกฎ ระเบียบเป็นของตนเอง เช่นกระทรวงการคลัง กระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจ สำนักงบประมาณ ฯลฯ จะทำอะไรแต่ละทีก็ต้องเปิดดูระเบียบก่อนถึงจะทำได้
ประการที่สอง ความไม่คล่องตัวในการทำธุรกิจ ยกตัวอย่างธนาคารออมสิน เป็นรัฐวิสาหกิจในกลุ่มแรก จัดตั้งโดย พรบ.ธนาคารออมสิน อยากจะทำธุรกิจประกันชีวิต แต่ทำไม่ได้ เนื่องจาก พรบ.ออมสินไม่ได้ให้มีอำนาจทำธุรกิจประกันชีวิต แต่ถ้าจะทำต้องไปแก้กฎหมาย โดยทำเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ต้องผ่านสภาอีกประมาณ 2-3 ปี กว่าจะได้ฤกษ์ แต่ในขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงไทย เป็นรัฐวิสาหกิจในกลุ่มที่สอง จะทำธุรกิจประกันชีวิต ทำได้เลยครับ ไม่ต้องแก้กฎหมายด้วย อย่างมากก็แก้หนังสือรับรองบริษัท โดยไปจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ ไม่เกิน 2 เดือนก็เสร็จ ดังที่เห็นธนาคารกรุงไทยจับมือกับกลุ่มบริษัทแอ็กซ่าจากฝรั่งเศส ทำธุรกิจประกันในนาม “กรุงไทยแอ็กซ่า”
ประการที่สาม การขาดทุนของรัฐวิสาหกิจ ทำให้รัฐต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเข้าไปอุ้มรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น ปีๆนึงเป็นจำนวนไม่น้อย โดยจำนวนเงินดังกล่าวยังไม่นับรวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่รัฐเข้าไปค้ำประกันให้ ถ้ารัฐวิสาหกิจไม่มีเงินจ่ายรัฐก็ต้องจ่ายแทน
ประการที่สี่ กระแสทุนนิยมเสรีที่ประเทศไทยไม่อาจต้านทานไว้ได้ ยังไงๆซักวันนึงก็ต้องเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจ และหากให้รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันนี้ ดำเนินธุรกิจแข่งขันกับบริษัทเอกชน หรือบริษัทต่างชาติแล้วไซร้ คงไม่ต้องบอกว่านะครับว่าผลจะเป็นอย่างไร
ประการที่ห้า หลักการเสรีนิยมบอกว่า การแข่งขันจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพ ดังนั้นหากแปรรูปออกไปเพื่อให้เอกชนเข้ามาแข่งขันได้ จะทำให้รัฐวิสาหกิจทั้งหลายเกิดการตื่นตัว ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของตน ผลที่ตามมาคือประชาชนได้รับการบริการที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นมูลเหตุหลักในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ยังไม่รวมมูลเหตุรอง เช่นข้อผูกพันที่ไทยเราทำไว้กับองค์การโลกบาล เช่น IMF หรือแปรรูปเพื่อนำเงินที่ได้ไปลงทุนทำอย่างอื่น หรือเพิ่มมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้น
ดังนั้นถ้าจะเหมารวมว่าการแปรรูปคือความชั่วร้าย คือการขายชาติไปซะทั้งหมดมันคงไม่ใช่ ที่มันจะชั่วร้าย ที่มันจะขายชาติอยู่ที่กระบวนการแปรรูปไม่ใช่แนวคิดการแปรรูป
-3-
กระบวนการแปรรูปที่ควรจะเป็น
ขั้นตอนแรกสุด การเลือกทางเดินของรัฐวิสาหกิจว่าเลือกว่ากิจการใดที่รัฐควรจะทำต่อไป ถ้าจะทำต่อจะทำในรูปแบบใด จะเป็นรัฐวิสาหกิจกลุ่มแรกหรือกลุ่มที่สอง กิจการใดรัฐควรจะขายทิ้งไปเลย ไม่ควรอุ้มอีกต่อไปแล้ว
เช่น กิจการสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา รัฐควรดำเนินการต่อไป แต่หากให้เป็นรัฐวิสาหกิจกลุ่มแรกอาจมีปัญหาด้านการดำเนินงานจึงควรแปรสภาพให้เป็นรัฐวิสาหกิจในกลุ่มที่สองเสียก่อนน่าจะเหมาะสม แต่รัฐจะต้องมีอำนาจในการควบคุมการดำเนินงาน ควบคุมราคาได้ ซึ่งการเลือกเส้นทางเดินควรจะเป็นอำนาจของรัฐสภาซึ่งถือเป็นผู้แทนของประชาชนในการตัดสินใจ
ขั้นตอนที่สอง เมื่อเลือกกิจการที่จะแปรรูปได้แล้ว ก็ต้องเข้ากระบวนการแยกส่วนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะต้องแยกเอาลักษณะพิเศษ 3 ประการออกมา
ลักษณะพิเศษประการแรก ดังที่ผมได้กล่าวไว้ตอนต้น ว่ารัฐวิสาหกิจที่อยู่ในกลุ่มแรก ที่เป็นนิติบุคคลมหาชนมีอำนาจรัฐที่จะบังคับเอากับเอกชนได้ หากแปรสภาพเป็นนิติบุคคลเอกชนแล้วจะต้องไม่มีอำนาจมหาชนหลงเหลืออยู่ในกิจการที่แปรสภาพออกมา เช่น การไฟฟ้า มีอำนาจปักเสา พาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินเอกชน หรืออำนาจในการเวนคืนที่ดินเป็นต้น
ลักษณะพิเศษประการที่สอง รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในกลุ่มแรกบางแห่ง มีลักษณะผูกขาดตามธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงการผูกขาดที่เกิดจากสภาพของรัฐวิสาหกิจ เช่นในกิจการไฟฟ้า เอกชนก็สามารถผลิตไฟฟ้าแข่งกับการไฟฟ้าได้ แต่การจะนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปส่งให้ถึงประชาชน ต้องอาศัยเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าเท่านั้น เพราะหากจะตั้งเสาไฟฟ้าขึ้นใหม่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากยังงัยๆก็ไม่คุ้ม หรือแม้หากมีเงิน มากมายล้นฟ้าก็ตั้งเสาไฟฟ้าไม่ได้เพราะไม่มีอำนาจในการตั้งเสาไฟฟ้า หรือพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของเอกชนอื่น จึงทำให้การไฟฟ้าเป็นผู้ผูกขาดการผลิตไฟฟ้าไปโดยปริยาย ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นการแปรสภาพออกไปคงไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะไม่เกิดการแข่งขัน
ลักษณะพิเศษประการที่สาม ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจใช้ประโยชน์จากที่ราชพัสดุของรัฐ หรือใช้ที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดินอยู่ หากจะแปรสภาพออกไปต้องให้แบ่งให้ชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นของรัฐวิสาหกิจ ส่วนไหนเป็นของแผ่นดิน ยกตัวอย่างการไฟฟ้าอีกนั่นแหละครับ การไฟฟ้าใช้เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เขื่อนต้องเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินเท่านั้น เพราะเขื่อนไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตประแสไฟฟ้าอย่างเดียวเท่านั้นยังทำหน้าที่เก็บกักน้ำไว้ใช้หน้าแล้งอีก
ขั้นตอนที่สาม หากมีคำถามว่าเมื่อแยกลักษณะพิเศษของรัฐวิสาหกิจกิจแล้ว จะเอาไปไว้ที่ไหน จึงมีการเอาไปฝากไว้กับองค์การของรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ ที่เรียกว่าองค์กรกำกับดูแลอิสระรายสาขา ซึ่งองค์กรพวกนี้นอกจากจะทำหน้าที่ถืออำนาจรัฐ ถือทรัพย์สินของรัฐ (เพื่อเอกชนรายใดต้องการใช้อำนาจดังกล่าวก็ต้องมาขออนุญาตกับองค์กรนี้) ยังทำหน้าที่กำกับดูแลการแข่งขันให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อบริษัทที่ประกอบกิจการด้วยกัน และกับรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปไปด้วย และให้เป็นธรรมกับประชาชนด้วย รวมไปถึงสามารถควบคุมราคาได้ด้วย
ขั้นตอนที่สี่ ตีราคารัฐวิสาหกิจ โดยดูมูลค่าทรัพย์สิน ผลประกอบการ กิจการที่ทำ แนวโน้มของผลประกอบการ และอื่นๆ ซึ่งผมไม่ทราบว่าเค้าคิดกันยังงัย แต่เรื่องนี้มีผลกับส่วนได้เสียของผลประโยชน์ประเทศชาติ เช่น สมมุติตีราคาหุ้นการไฟฟ้า หุ้นละ 32 บาท แต่พอขายจริงราคากลับถีบไปถึง 100-200 บาท ซึ่งหากความแตกต่างของราคาดังกล่าว เป็นจำนวนหลักหน่วยคงพอยอมรับกันได้ แต่หากราคาต่างกันมากดังที่ยกตัวอย่างรัฐเสียประโยชน์เต็มนะครับ หากจะยังพอจำกันได้กับหุ้น ปตท. ที่ราคาเสนอขายกับราคาที่ซื้อขายจริงต่างกันลิบลับ ดังนั้นการตีราคาหุ้นจึงเป็นขั้นตอนสำคัญอีกขั้นตอนนึง เคยมีผู้เสนอว่า ควรจ้างบริษัทเอกชน 5 บริษัท วัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้บริษัทใดบริษัทเดียวกุมอำนาจตีราคา ซึ่งอาจเกิดการบิดเบือนราคาได้ โดยตัดราคาที่สูงสุด กับต่ำสุดออกไป แล้วพิจารณาราคาที่เหลืออยู่จะได้ราคาที่น่าจะเหมาะสมที่สุด
ขั้นตอนที่ห้า กำหนดให้หุ้นที่รัฐถือเป็นหุ้นพิเศษที่เรียกว่าหุ้นทอง(Golden share) หุ้นทองนี้เป็นหุ้นที่ใครถือคนนั้นมีอำนาจบริหารในกิจการ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องมีอำนาจยับยั้งการบริหารที่ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อประชาชน ที่เรียกว่าอำนาจ veto โดยหุ้นทองดังกล่าวรัฐไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนได้ ดังนั้นแม้ว่าใครจะถือหุ้นมากเท่าไหร่ แต่ถ้ารัฐถือหุ้นทองซะอย่างก็ยังมีอำนาจในการบริหารกิจการได้ 555
หากทำได้ตามขั้นตอนที่ผมว่ามาเราจะได้รัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลเอกชนเหมือนบริษัทเอกชน ที่รัฐสามารถควบคุมการบริหารงานได้ มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับเอกชนอื่น และจะมีองค์กรกำกับดูแลรายสาขาทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขัน รวมถึงควบคุมราคาให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด
-4-
แสงสว่างอันริบหรี่จากศาลปกครอง
หากพิจารณาดูกระบวนการที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น เทียบกับการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในขณะนี้ จะเห็นได้ว่าการแปรรูปการไฟฟ้าไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น โดยกระบวนการที่ผมยกมาจากผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการของนักวิชาการทั้งหลาย ที่รัฐนั่นแหละเป็นคนจ้างให้นักวิชาการไปทำวิจัย โดยใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยทีเดียว แต่วิจัยเสร็จกลับเก็บขึ้นหิ้งซะงั้น ไม่รู้จะจ้างวิจัยทำไมให้เปลืองภาษีประชาชน
ซึ่งบทสรุปของผลงานวิจัยดังกล่าว เสนอให้ยกเลิก พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ แล้วตรากฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจใหม่เนื่องจาก พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจเป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมายที่ใช้เพื่อแปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลมหาชน เป็นนิติบุคคลเอกชน เท่านั้น ไม่ครบกระบวนการทั้งหมดของการแปรรูปที่แท้จริง และมีจุดอ่อน ช่องว่างมากมายที่สามารถให้กลุ่มทุนทั้งชาติเดียวกัน และต่างชาติเข้ามาแบ่งเค้กรัฐวิสาหกิจกินกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยที่เจ้าของเค้กอย่างเราๆท่านๆ ได้แต่ยืนมองกันตาปริบๆ
ดังนั้น การคัดค้านการแปรรูปที่ควรจะเป็นคือการให้ยกเลิก พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ โดยอาจจะเข้าชื่อ ห้าหมื่นรายชื่อ เสนอร่างกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าสภา หรือหากไม่ต้องการให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจใดๆเลย ก็เข้าชื่อเสนอ พรบ.ยกเลิกพรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจก็ได้ การคัดค้านการแปรรูปโดยการยื่นฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกกฎหมาย 2 ฉบับ มีผลเพียงการชะลอการขายหุ้นการไฟฟ้าเท่านั้น ไม่ใช่ยกเลิกการแปรรูปไปเลย
การยื่นฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พรฎ.กำหนดสิทธิ และหน้าที่ของ บมจ.การไฟฟ้า กับพรฎ.เงื่อนเวลายกเลิก พรบ.การไฟฟ้า แม้โอกาสในการชนะคดีจะมืดมน แต่ ด้วยความเคารพต่อศาลปกครอง ตามความเห็นส่วนตัวของผมก็ไม่ใช่ว่าจะปิดประตูแพ้เสียทีเดียว ยังมีแสงสว่างริบหรี่ๆให้พอมองเห็นทางบ้าง
พรฎ.กำหนดสิทธิ และหน้าที่ของ บมจ.การไฟฟ้า ผมยังไม่ได้อ่านตัวเต็มของกฎหมายตัวนี้ แต่อนุมานว่าคงจะเหมือนกับตอนแปรรูปองค์การโทรศัพท์ เนื้อหาคงเป็นให้ บมจ.การไฟฟ้ามีอำนาจปักเสาพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินบุคคลอื่น หรือมีอำนาจตัดต้นไม้ของเอกชนที่โตระเกะระกะสายไฟฟ้า ซึ่งอาศัยอำนาจตาม พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ มาตรา 26 ออกกฎหมายฉบับนี้มา ดูเผินอาจจะไม่เห็นประเด็นเพราะทำถูกต้องตาม พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ดังกล่าว
แต่ ประมาณปลายปี 2546 ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำสั่งยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ให้หน่วยงานราชการ ใช้บริการโทรศัพท์จาก บมจ.ทศท. คอร์ปอร์เรชั่น(องค์การโทรศัพท์หลังแปรรูป) ก่อน หาก ทศท.ให้บริการไม่ได้ค่อยพิจารณาบริษัทอื่น คำสั่งศาลปกครองฉบับนี้มีนัยยะสำคัญว่า การที่รัฐให้สิทธิพิเศษแก่ บมจ.ทศท. ซึ่งนิติบุคคลเอกชน มากกว่า นิติบุคคลเอกชนอื่นเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักความเสมอภาค ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากเทียบในกรณีของ พรฎ.กำหนดสิทธิ และหน้าที่ของ บมจ.การไฟฟ้า ก็น่าจะเป็นการให้สิทธิพิเศษกับนิติบุคคลเอกชนเช่นกัน ก็น่าจะขัดกับหลักความเสมอภาคดุจเดียวกัน
พรฎ.ยกเลิก พรบ.การไฟฟ้า กฎหมายตัวนี้จริงๆ แล้วขัดกับหลักกฎหมายเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายอย่างชัดเจน ที่ให้กฎหมายลำดับต่ำกว่าคือพระราชกฤษฎีกา ไปยกเลิกกฎหมายที่ลำดับสูงกว่าคือพระราชบัญญัติ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยตัดสินไว้แล้วว่า กรณีไม่ขัดกับลำดับศักดิ์ของกฎหมาย เพราะกฎหมายที่ยกเลิก พรบ.จริงๆแล้วคือพรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พรฎ.เป็นเพียงกำหนดเงื่อนเวลาเท่านั้น เช่นกันครับมองเผินๆ อาจจะดูว่ากรณีนี้ปิดประตูชนะอีกกรณีนึง เพราะประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินมาแล้ว และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร
แต่เดี๋ยวก่อนครับท่านผู้อ่าน ผมมีข้อสังเกตดังนี้
ประการแรก แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเคยตัดสินในกรณีดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็เป็นเพียงการตัดสินในประเด็นที่ว่า พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจขัดรัฐธรรมนูญครับ ไม่ใช่เรื่องพรฎ.ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะลำดับศักดิ์ของกฎหมาย
ประการที่สอง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรก็แต่เรื่องหรือประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้เท่านั้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่บ่อเกิดแห่งกฎหมาย หรือไม่ใช่ตัวบทกฎหมายที่ศาลปกครองจะต้องหยิบยกขึ้นมาใช้ในการตัดสินคดี ดังนั้หากศาลปกครองจะยกหลักกฎหมายเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายมายกเลิก พรฎ.ตัวนี้ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
ประการที่สาม อันนี้ขาดเหตุผลทางกฎหมายอย่างสิ้นเชิงครับ แต่ศาลปกครองกับศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินขัดแย้งกัน(ผมเรียกว่างัดข้อกัน) ในเรื่องอำนาจศาลในการควบคุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้วศาลปกครองจะเห็นด้วยไปซะหมดนะครับ
ดังนั้นหากฝ่ายคัดค้านชนะคดี ผมว่าน่าจะเป็นการจุดประกายไฟการทบทวนการแปรรูปรัฐวิสหากิจ ให้เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น เพราะการแปรรูปตาม พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีการออกกฎหมาย 2 ฉบับนี้เสมอ รัฐจะต้องออกกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ผมก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น
Wednesday, November 09, 2005
ขายบุหรี่
เท้าถึงความหนหลังฟังได้ว่า กรมควบคุมโรคเกิดอยากจะบังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณาบุหรี่ ตามมาตรา 8 แห่ง พรบ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 (เอาตอนพุทธศักราช 2548 ซึ่งล่วงเลยเวลามาถึง 13 ปีนับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ)
มาตรา 8 ดังกล่าว ท่านว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของ
ผลิตภัณฑ์ยาสูบในสิ่งพิมพ์ ทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เป็นการโฆษณาได้ หรือใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบในการแสดง การแข่งขัน การให้บริการหรือการประกอบกิจกรรมอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์ให้สาธารณชนเข้าใจว่าเป็นชื่อ หรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ
แปลไทยเป็นไทยง่ายๆจะได้ความว่า “ห้ามโฆษณาบุหรี่” ซึ่งหากพิจารณาดูกันจริงๆ จะพบว่าไม่มีตอนใดของกฎหมายที่จะให้ตีความรวมไปถึงการวางขายบุหรี่ธรรมดาๆ แต่ที่นี่ประเทศไทย จ้าวแห่งการตีความ จึงได้นำคำนิยามของกฎหมายคือคำว่า “โฆษณา” ซึ่งหมายความว่า การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า มาประกอบกัน รวมแล้วเลยได้ความว่า การที่ร้านสะดวกซื้อวางขายบุหรี่นั้นถือเป็นการโฆษณา มีความผิด มีโทษปรับครับ
และด้วยความรอบคอบของฝ่ายราชการ กรมควบคุมโรคจึงส่งให้ฝ่ายกฎหมายของแผ่นดิน หรือคณะกรรมการกฤษฎีกา ช่วยตีความ ทางฝ่ายกฎหมายก็เกรงว่าฝ่ายที่ส่งเรื่องมาจะเสียน้ำใจจึงตีความให้ว่า การจะถือว่าการวางขายบุหรี่เป็นการโฆษณาหรือไม่นั้นต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป และได้ยกตัวอย่างว่าการจะถือว่าเป็นการโฆษณาอันจะเป็นความผิด ก็เช่น วางซองบุหรี่เรียงติดๆกันให้สะดุดตาประชาชนที่เข้ามาซื้อของ หรือมีการซื้อพื้นที่ในการวางจำหน่ายของบริษัทบุหรี่ทั้งหลาย
ทั้งนี้ทั้งนั้นฝ่ายรัฐให้เหตุผลของการกระทำดังกล่าวว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดติดในตราหรือแบรนด์ของบุหรี่ อันอาจส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่ในอนาคต และเพื่อลดการบริโภคบุหรี่ของประชาชน
ฟังเหตุผลผมรู้สึกทะแม่งทะแม่งยังไงชอบกล หากใช้หลักกฎหมายมหาชนเรื่องหลักความได้สัดส่วน ที่มีหลักเกณฑ์ว่า การกระทำของรัฐที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ต้องได้สัดส่วน ซึ่งไอ้หลักสัดส่วนที่ว่ามันใช้อย่างนี้ครับ คือดูการกระทำของรัฐแล้วตอบคำถาม 3 ข้อนี้ ว่าเป็นไปตามนี้แล้วหรือยัง
1. วิธีการกระทำนั้นต้องเป็นวิธีที่ทำแล้วได้ผลตามวัตถุประสงค์ที่จะทำ
2.ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว
และ 3.ทำแล้วคุ้มค่ากับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เสียไป มาวิเคราะห์แล้ว จะเห็นได้ว่ามันไม่ได้สัดส่วนกันเลย แค่ข้อแรกก็ตอบไม่ได้แล้วครับ
ผมตั้งคำถามเองตอบเอง ในฐานะสิงห์อมควันคนนึง ว่า
1.ถ้าเด็กไม่เห็นบุหรี่ในร้านสะดวกซื้อ เด็กจะไม่มีโอกาสได้เห็นเลยหรือว่าซองบุหรี่หรือบุหรี่หน้าตาเป็นยังไง
-ผมตอบเลยว่าเป็นไปไม่ได้ตราบใดที่บุหรี่ยังไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย
2. พวกสิงห์อมควันทั้งหลายไม่เห็นบุหรี่วางโชว์ไว้แล้วเค้าจะไม่สูบบุหรี่เลยหรือ
-ตอบเองอีกว่าไม่ใช่ ถ้าเค้าไม่เห็นเค้าจะถามว่ามีขายไหม ถ้าไม่มีจะไปซื้อร้านอื่นที่มี
3. ถ้าคนที่ไม่เคยคิดจะสูบบุหรี่เห็นซองบุหรี่แล้วจะเกิดความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาทันทีเลยหรือ
- ผมก็ตอบอีกว่า บุหรี่ไม่ใช่ขนมเค้กนะครับ ที่เห็นหน้าตาแล้วอยากกิน และจากประสบการณ์ถามบรรดาผู้ร่วมอุดมการณ์ด้วยกันว่าเริ่มสูบบุหรี่ได้ยังไง ร้อยละ 99.99 จะตอบว่าสูบตามคนอื่น เห็นคนอื่นสูบเลยอยากสูบด้วย ทั้งเห็นจากเพื่อนด้วยกัน จากพ่อหรือญาติใกล้ชิด จากดาราหนัง จากการ์ตูน ไม่มีใครตอบผมว่าเห็นซองมันสวยดีเลยอยากสูบ และขอโทษเถอะครับ ซองบุหรี่สมัยนี้ ผมเห็นแล้วยังไม่อยากสูบเลยครับ นับประสาอะไรกับคนไม่เคยสูบบุหรี่
ผมเลยคิดว่ามันไม่น่าจะใช่วิธีที่ถูกที่ควรสำหรับเหตุผลของฝ่ายรัฐ หากถามผมเองว่าแล้วควรรณรงค์แบบไหนล่ะ ผมตอบเลยว่าผมกลัวพวกตัดกล่องเสียงที่สุดครับ พวกมีรูที่คอ จะพูดทีต้องใช้เครื่องช่วย เอาพวกนั้นมาโฆษณาทุกวันซิครับ ไม่แน่ว่าผมอาจจะเป็นคนแรกที่ยกมือของเลิกบุหรี่
มาดูทางฝั่งร้านสะดวกซื้อกันมั่ง ซึ่งเค้าก็ไม่ยอมซิครับ ใครจะยอมล่ะ ก็เค้าวางขายของเค้ามานมนานกาเล อยู่จะมาบอกว่าเป็นความผิดได้ยังไง ตัวแทนจากฝ่ายร้านสะดวกซื้อให้เหตุผลว่า การวางขายบุหรี่ ก็เหมือนกับวางขายขนมปังนั่นแหละ มีที่ว่างตรงไหนก็วางตรงนั้น ไม่เห็นจะเป็นการโฆษณาตรงไหนแต่ที่ต้องวางไว้หลังเคาน์เตอร์เพื่อให้สะดวกในการควบคุมการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 อุตสาห์สนอง นโยบายรัฐบาลแล้ว จะมาบอกว่าเค้าโฆษณาไม่ได้ ทาง CEO คนเก่งก็ให้เหตุผลว่า ถ้าไม่วางไว้ให้คนเห็นจะผิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่กำหนดให้ร้านค้าต้องวางสินค้าที่จะขายให้ประชาชนเห็น
ผมว่าเหตุผลของฝ่ายรัฐฟังไม่ค่อยจะขึ้นแล้วนะ มาฟังอีกฝ่าย นึกภาพออกเลยครับว่าสีข้างแดงแจ็ดแจ๊ ตรงมือมีร่องรอยการบาดเจ็บจากการกระทบกับของแข็ง
ถ้าจะควบคุมการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี น่ะ วางตรงไหนก็ได้ครับ เพราะสุดท้ายเค้าก็ต้องเอาบุหรี่มาจ่ายเงินอยู่ดี เว้นแต่ว่าเด็กคนนั้นจะขโมยบุหรี่ ซึ่งมางร้านไม่มีทางที่จะให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น
ถ้าบอกว่าไม่มีเจตนาจะโฆษณาแล้วทำไมต้องวางให้สะดุดตาขนาดนั้น สมมุติว่าผมจะเข้าไปซื้อของซักอย่างในร้าน เช่นผมจะซื้อขนมปัง ผมต้องมองหาก่อนว่าของมันวางอยู่แห่งหนตำบลใด แต่บุหรี่นี่ไม่ต้องมองก็เห็นครับ
ส่วนเหตุผลสุดท้ายฟังดูเข้าท่าสุด ถ้าไม่วางบุหรี่ให้คนเห็นจะผิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งประเด็นนี้ผมเห็นว่ากม.ควบคุมบุหรี่เป็นกฎหมายเฉพาะ คือเป็นกฎหมายเฉพาะเรื่องเฉพาะราว กรณีนี้คือเรื่องการขายบุหรี่ ส่วนกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกฎหมายทั่วไป ตามหลักกฎหมายแล้ว มีกฎหมายเฉพาะต้องใช้กฎหมายเฉพาะก่อนกฎหมายทั่วไปครับ ดังนั้นเหตุผลนี้จึงตกไป
ซึ่งในประเด็นเรื่องเหตุผลนี้เมื่อเช้าคุณสรยุทธถามโดนใจผมมากเลย แกถามว่า คุณ(ร้านค้า)ไม่กลัวเสียภาพลักษณ์หรือ เพราะกระแสมันแรงพอที่จะปลุกปั่นให้เกิดการต่อต้านร้าน 7-อีเลฟเว่น คุณก่อศักดิ์ CEO คนเก่ง ตอบว่าไม่กลัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ซึ่งผมเห็นว่าขัดกับหลักคนทำธุรกิจเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะตราสินค้าหรือแบรนด์นี่ผมว่าน่าจะมีความสำคัญมาก จนบางทีไม่อาจประเมินค่าได้ การสวนกระแส ทั้งที่ถ้าตามกระแสก็ไม่น่าจะเกิดความเสียหายแต่ประการใด แต่เค้าไม่ทำ ทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่ามีอะไรเบื้องหลังหรือเปล่า เช่นมีการให้ผลประโยชน์จากบริษัทบุหรี่หรือเปล่าที่ให้วางขายตรงจุดนี้ เพราะว่าผมว่าการวางขายให้เห็นหรือไม่เห็นก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบถึงยอดขายตามเหตุผลของสิงห์อมควันที่ผมให้ไว้ข้างต้น
อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งงงกับตัวผมว่าผมจะเอายังไงกันแน่ เดี๋ยวด่ารัฐ เดี๋ยวด่าเอกชน จุดยืนผมง่ายๆว่า กรณีนี้ผมเห็นว่ารัฐทำไม่ถูกตามหลักกฎหมายที่ควรจะเป็น และไม่ส่งผลที่จะตอบสนองความต้องการของรัฐได้ เพราะสุดท้ายคนก็สูบบุหรี่เหมือนเดิม เด็กก็อยากลองสูบเหมือนเดิม แต่การกระทำของรัฐดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลข้างเคียง คือกระแสการต่อต้านการสูบบุหรี่อย่างกลายๆ ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เห็นควรให้ทำต่อไป ส่วนทางฝั่งร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย ผมไม่เห็นว่าการที่ไม่โชว์บุหรี่ แต่ขึ้นป้ายว่ามีขายบุหรี่จะทำให้ยอดขายบุหรี่ลดลงแต่อย่างใด ถ้าท่านทำสังคมจะสรรเสริญท่าน แต่ถ้าท่านยังยืนกรานไม่ทำ ผมว่าผลเสียจะตกอยู่กับท่านนะกรับ คิดดีๆ กรับ
Sunday, November 06, 2005
ขาลง?


พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร VS เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุณว่าใครจะขึ้นก่อนกัน?
"ขาลง" ตามพจนานุกรมฉบับนายธนุสแปลว่า "คราวตกต่ำ" หากจะสังเกตว่าบุคคลใดอยู่ในช่วงขาลง ต้องพิจารณาถึงสององค์ประกอบ องค์ประกอบแรก องค์ประกอบของการกระทำ กล่าวคือบุคคลคนนั้นทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ ทำอะไรแล้วตั้งใจจะให้เกิดผลอย่างนึงกลับไปเกิดผลอีกอย่างนึง อาทิเช่นตั้งใจหาเสียงกับประชาชน ก็ได้เสียงจากประชาชนมาจริงๆ แต่เป็นเสียงบริภาษทั่วสารทิศมาแทน ฯลฯ แต่หากเป็นช่วงขาขึ้น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือฟลุค ทำอะไรก็ดูดีไปหมด
องค์ประกอบที่สอง การตอบรับของการกระทำ กล่าวคือ ในสายตาของคนนอก บุคคลคนนั้นทำอะไรก็ผิดไปหมด ไม่ว่าจะก้าวตีนซ้าย คนภายนอกก็จะด่าว่าทำไมไม่ก้าวตีนขวา แต่หากเป็นช่วงขาขึ้น ขนาดขี้ก็ยังว่าหอม
แต่อย่าลืมนะครับว่ามีขาลงก็ต้องมีขาขึ้น ว่าแต่ว่าใครจะขึ้นก่อนกันล่ะกรับ
Thursday, October 13, 2005
เสรีภาพสื่อมวลชน
แต่ผมไม่ได้เขียน blog ตอนนี้เพื่อยกย่องสื่อมวลชนแต่อย่างใด แต่ผมกำลังสงสัยใน “เสื้อเกราะกันกระสุน” ที่คุ้มครองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่มีชื่อในการกฎหมายว่า “เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน” ทั้งๆที่กฎหมายให้เสื้อเกราะดังกล่าวไว้เพื่อคุ้มครองการทำหน้าที่โดยสุจริตของตนแต่เพียงอย่างเดียว แต่สังคมโดยเฉพาะเจ้าของเสื้อเกราะกำลังตีความให้เสื้อเกราะตัวนี้ เป็นเหมือนป้ายอาญาสิทธิ์ที่ใครก็ล่วงละเมิดมิได้ ไม่ว่าตนเองจะละเมิดจรรยาบรรณของตนเองหรือไม่
แน่นอนว่าใครๆก็ยอมรับว่าสื่อมวลชนต้องมีอิสระในการนำเสนอข่าวสาร ต้องปราศจากการแทรกแซงการทำงานไม่ว่าจากหน่วยงานของรัฐ หรือจากกลุ่มทุนที่เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่างที่ไม่อาจทราบได้ ทุกๆครั้งที่สื่อมวลชนเป็นฝ่ายถูกกระทำ กระแสสังคมมักจะเอาใจช่วยฝ่ายสื่อมวลชนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากกรณีการเข้าซื้อไอทีวีของกลุ่มชินคอร์ป กรณีการฟ้องนักข่าวของไทยโพสต์ กรณีการเข้าซื้อหุ้นมติชนและโพสต์ของคุณไพบูลย์ หรือแม้แต่กรณีล่าสุดอย่างการถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากช่อง 9 และการที่คุณทักษิณฟ้องคุณสนธิ ทุกกรณีกระแสสังคมต่างชูธงเสรีภาพสื่อมวลชน ปลอดจากการแทรกแซง แม้ว่าอีกฝ่ายจะทำตามถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ก็ไม่วายโดนด่ากลับไปเลียแผลที่บ้านทุกรายไป
อย่างล่าสุดมีการจัดแถลงข่าวร่วมกันของสื่อมวลชนไทย กับองค์กรสื่อจากเมืองนอก ซึ่งได้พูดถึงกรณีการฟ้องร้องสื่อมวลชนของคุณทักษิณที่ฟ้องคุณสนธิ ว่าไม่ควรทำ เพราะคุณทักษิณเป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ควรใช้สิทธิทางศาลปกป้องตัวเอง ผมอ่านแล้วจะสรุปว่าบุคคลสาธารณะใช้สิทธิทางศาลไม่ได้ (ในสายตาของสื่อมวลชน) ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ไม่น่าจะผิดไปจากความเป็นจริงซักเท่าใดนัก
เมื่อพูดถึงบุคคลสาธารณะ ในช่วงหลังๆ ผมมักจะนึกถึงโฆษณาสีทาบ้านยี่ห้อนึง ที่ใช้การเล่นคำพ้องเสียง โดยเริ่มต้นที่ว่า “ศรี”ทนได้คะ แล้วก็ให้ “ศรี” ทำงานบ้านอย่างหนักหน่วง ใครเห็นก็ต้องสงสาร และมาบอกในตอนสุดท้ายว่า สีที่ทนได้ต่อทุกสภาวะอากาศน่ะคือสีทาบ้าน หาใช่ “ศรี” ที่เป็นคนไม่ ซึ่งดูไปดูไปสภาพของบุคคลสาธารณะก็คล้ายกับ “ศรี” ในโฆษณาเช่นกัน คือต้องอดทนต่อทุกสภาวะ ตอบโต้อะไรก็ไม่ได้ ต้องเป็น “ศรี” ของสังคม ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ ด่าได้มาอัธยาศัย ซึ่งผมลองนึกทบทวนวิชากฎหมายที่ได้ร่ำเรียนมา ไม่พบว่าคำว่า “บุคคลสาธารณะ” มีความหมายในทางกฎหมายแต่อย่างใด และไม่มีกฎหมายใดๆที่จะห้ามไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิทางศาลได้
ไม่มีสิทธิและเสรีภาพใดที่สามารถใช้ได้โดยปราศจากขอบเขต หากใช้เกินขอบเขตย่อมต้องมีความรับผิดเป็นธรรมดา ในกรณีที่คุณทักษิณหรือกรณีของบริษัทชินคอร์ป ใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถกระทำได้ ก็เพราะหากสื่อมวลชนทำตามจรรยาบรรณสื่อสารมวลชนที่ดีแล้วนั้น กฎหมายก็รับรองและก็คุ้มครองให้อยู่แล้ว นอกซะจากว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง หรือกระทำการโดยไม่สุจริตใจ
ผมลงท้ายด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 237-238/2514 ให้อ่านไว้เป็นอุทาหรณ์ สื่อมวลชนแอบแฝงบางคน
การที่จำเลยป่าวประกาศ ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ว่าโจทก์เป็นผู้ไม่นิยมการปกครองระบอบที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งเป็นที่น่ารังเกียจของประชาชนชาวไทย และการป่าวประกาศซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงว่าโจทก์เป็นคนโลภอำนาจทางการเมืองและมักใหญ่ใฝ่สูง ยอมทิ้งตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และและกลายเป็นผู้ที่ประชาชนชิงชังจนไม่อาจอยู่ประเทศไทยได้ ดังนี้ ย่อมเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ มีความผิดฐานละเมิดโดยการไขข่าวแพร่หลาย ตามมาตรา 423 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
Thursday, September 29, 2005
ภาษาไทยวันละคำ
คำว่า “คิดได้ไงวะ” เป็นภาษาพูดของคำว่า “เขาคิดสิ่งนั้นขึ้นมาได้อย่างไร” ใช้ได้สองความหมาย ความหมายแรกสำหรับความคิดที่ไม่มีใครคิดถึงมาก่อน ในทำนองชื่นชม ทึ่ง ในความสามารถของผู้คิด ความหมายที่สอง ใช้ในความหมายของความคิดที่ไม่เข้าท่า ทุเรศทุรัง ผู้พูดรู้สึกอับอายแทนเจ้าของความคิด มักใช้คู่กับคำว่า “เอาสมองส่วนไหนคิดวะ” ถ้าจะให้ได้อารมณ์แบบฮาร์ดคอร์ ต้องใช้คำนามที่ใช้เรียกสัตว์เลื้อยคลาน 4 ขา ที่ชอบเดินแถวทำเนียบรัฐบาล กับคำนามที่ใช้เรียกบุพการีของบุคคลที่สองประกอบ รวมกันจะได้เป็น “เ...ย แม่.. คิดได้ไงวะ!!”
เมื่อก่อนคำๆนี้มักใช้กับวงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ หนังสือนิยาย เพลงและมักใช้ในความหมายแรกมากกว่าอย่างหลัง และค่อยๆมีวิวัฒนาการมาใช้กับวงการตลก ในความหมายที่สองมากขึ้น ปัจจุบัน คำนี้ปรากฏมากขึ้นในวงการการเมือง
เรามาดูตัวอย่างของการใช้คำว่า “คิดได้ไงวะ” จากดาราตลกกิตติมาศักดิ์ ทั่นปั๊ตตานา จากคณะเหลี่ยมเชิญยิ้ม
บุคคลทั่นนี้ส่งเสริมชาวนาเลี้ยงกุ้งกุลาดำในที่นาของตนเอง ทั้งๆที่กุ้งกุลาดำเป็นกุ้งทะเล??
แต่ผลงานที่ทำให้โด่งดังเป็นพลุแตก คือวาทะแห่งปีที่สูสีกับวาทะที่ว่า “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ”
ได้แก่วาทะที่บริภาษนักเรียนอาชีวะที่ตีกันในงานคอนเสิร์ตว่า “พวกสมองควาย”
ต่อมาทั่นก็ได้ผลิตผลงานประเภท “คิดได้ไงวะ” ออกมาอย่างต่อเนื่องราวกลับกลัวว่าทั่นหัวหน้าคณะจะไม่เห็นผลงาน ซึ่งผลงานต่อมา คือการเจรจาการค้าเสรี ทั่นได้เสนอแนวคิดเด็ดอีก ว่า “การค้าเสรีจะนำมาซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ จะทำให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องแยกกันระหว่างผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยกับคนส่วนใหญ่ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถทำมาหากินกับอาชีพเดิมได้ ก็ให้เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นเลย!!!(ไป๊)”
แนวคิดต่อมาก็สร้างความฮือฮาสะท้านวงการอีกครั้ง กับแนวคิดนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งๆที่ประเทศไทยผลิตข้าวได้มากอันดับต้นๆของโลก โดยให้เหตุผลว่า เราส่งออกข้าวมาก กลัวข้าวในประเทศจะขาดแคลน!!!
ยังไม่หมดเท่านี้ มีต่อกับวิธีคิดแบบ “คิดได้ไงวะ”
ปัญหาเด็กทารกถูกทิ้งตามถังขยะ จะทิ้งก็อย่าทิ้งเลยถังขยะ มันเหม็น สงสารเด็ก ผิดกฎหมายด้วย มาทิ้งกับทั่นนี่ เดี๋ยวทั่นดูแลให้ มีปัญญาเลี้ยงเมื่อไหร่มาเอาคืนไป ถ้าไม่คิดจะเลี้ยงแล้วยกให้ทั่นไปเลย ทั่นไม่ว่า (ดีไม่มีโปรโมชั่นพิเศษ ทิ้ง 2 คน โทรมือถือฟรี 24 ชั่วโมง
นักเรียนอาชีวะตีกัน อยากตีกันนัก ชอบใช้กำลังกันนักใช่ไหม เอาไปเป็นผู้พิทักษ์สังคม ทำหน้าที่จับขอทาน!!
เด็กซิ่งรถแข่งกันบนถนน เอาอยากซิ่งกันเดี๋ยวปิดถนนให้ซิ่งกันตามใจชอบ อยากได้ถนนเส้นไหนบอกเดี๋ยวจัดให้
วันนี้คงจบแต่เพียงเท่านี้ สวัสดี
***อ๊ะอ๊ะ!!?? อย่าลืมนะครับว่ามันมีสองความหมาย ส่วนจะใช้ในความหมายใดก็เชิญตามอัธยาศัย***
Wednesday, September 21, 2005
แจ้งข่าวโฆษณา
และตอนนี้ผมกำลังเกลี้ยกล่อม ชักจูง ว่าที่นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ ผู้มีข้อมูลวงในทางการเมืองมาเม้าท์ เอ้ย!! มาร่วมขีดๆเขียนๆ กันในชุมชน blogger แห่งนี้ ส่วนลีลาจะดุเด็ดเผ็ดมันขนาดไหนโปรดติดตาม (ถ้าสำเร็จจะแจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่ง)
ส่วนตัวผมขอตัวไปทำงานการศึกษาต่อนะคร้าบ
Wednesday, September 07, 2005
สงครามก๋วยเตี๋ยวเรือ
ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องอย่างไม่ปราณีใคร อากาศที่แสนจะร้อนอบอ้าวของตอนเที่ยงวันผสมกับความเหนื่อยล้าหลังเตะบอลมา ทำให้ผมและชาวคณะเลือกร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่อยู่มุมสุดที่ชื่อป๋ายักษ์ เพราะเป็นร้านเดียวในตอนนั้นที่ติดแอร์ประกอบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ กิน 20 ชาม แถมโค้กลิตร 1 ขวด ทำให้ผมคิดในใจ “ป๋ายักษ์เสร็จกูแน่” (แต่เอาเข้าจริง ๆ พวกผมต่างหากที่เสร็จป๋ายักษ์ เพราะโค้กลิตรที่แถมก็กินกันไม่หมด แถมแกคิดค่าแอร์พวกผมด้วยคนละ 3 บาท)
เมื่อก๋วยเตี๋ยวเรือชามแรกมาถึงผมก็ไม่รอช้ารีบจัดการโซ้ยด้วยความหิวโหย ซึ่งหากนับตั้งแต่เที่ยงวันของเมื่อวันวาน ยังไม่อะไรตกถึงท้องผมเลย นอกจากสุรา โซดา น้ำเปล่า และเกเตอร์เรท ในไม่ช้าเสียงพูดคุยในโต๊ะก็เริ่มสงบลง เมื่อทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคือจัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้หมดไป ผมกินไปได้ 2 ชาม ก็ได้ยินเสียงใครบางคนพูดออกมาว่า
“เฮ้ย”
ผมเงยหน้ามามองเจ้าของคำอุทาน เห็นมันทำหน้ากึ่งจริงจังกึ่งเล่นๆ พร้อมกับพูดว่า
“หารเท่านะโว้ย”
ทำให้ผมต้องเหลือบไปมองอนุสาวรีย์แห่งความหิวโหยที่กองอยู่ตรงหน้ามัน พร้อมกับนับคร่าวๆ มันมากกว่าของผมเท่านึง สมองผมก็เริ่มคำนวณถึงจุดคุ้มทุนหากรับปากมันไป ในขณะที่ผมกำลังคำนวณศักยภาพในการกินของตัวเองอยู่นั้น เพื่อนของผมอีกคนก็รับหลักการ “หารเท่า” ทันที โดยการทำตัวเป็นโฆษกประกาศให้ทุกคนได้ยินทั่วถึงกัน ทำให้อารมณ์ของการเอาชนะคะคานได้ปะทุขึ้นในใจของผมและของใครอีกหลายคน จริงๆไอ้เรื่องหารเท่าไม่มีใครสนใจเท่าไหร่ แต่เรื่องกินเยอะกินน้อยเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีจะยอมกันไม่ได้ ยิ่งกินเยอะกว่าคนอื่นและหารเท่า ซึ่งก็หมายความว่าเราจ่ายน้อยกว่าคนอื่น เป็นความภาคภูมิใจอย่างนึงของคนกินก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ (ไม่รู้คิดได้ไง)
สงครามก๋วยเตี๋ยวเรือจึงได้อุบัติขึ้น จากเดิมที่แต่ละคนสั่งทีละ 2 ชาม 3 ชาม กลายเป็นสั่งทีละ 5 ชาม (สั่งรวมๆกัน) จากธรรมดาที่เคยกินแค่ 6 ชามอิ่ม ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ไม่มีใครยอมใคร ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตากินให้ได้เยอะที่สุดเพื่อสร้างความได้เปรียบตอนจ่ายตัง แต่คนที่ยิ้มแก้มปริก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ป๋ายักษ์เจ้าของร้านนี่เอง ที่อยู่ๆดีก็มีคนมาสร้าง demand ให้กับร้าน ทั้งๆที่ร้านของแก หากเปรียบเทียบเรื่องรสชาติจะด้อยกว่าร้านอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ท่ามกลางเสียงยกธงขาวยอมแพ้ “กูไม่ไหวแล้วว่ะ” ของสหายสงครามหลายคน หาได้ทำให้ผมท้อแท้ไม่ ผมยังคงกินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อนุสาวรีย์แห่งความหิวโหยที่ได้เปลี่ยนเป็นอนุสาวรีย์แห่งศักดิ์ศรีการกิน ก็กองสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว จนในที่สุดในสมรภูมิก๋วยเตี๋ยวเรือก็เหลือผู้รอดชีวิตอยู่เพียง 3 นาย คือผม ,เจ้าของวลี “หารเท่า” และทั่นโฆษก นับดูผลงานของแต่ละคน ผมกินได้ที่ 13 ชามเท่ากันกับไอ้เจ้าโฆษก แต่ไอ้ตัวอาชญากรสงครามมันกินได้ 14 ชาม พร้อมกับสีหน้าท่าทางที่บ่งบอกว่า “กูไม่ไหวแล้ว” ผมก็เลยถือโอกาสประกาศสงบศึก และกำลังจะยกตำแหน่งผู้ชนะให้แก่มันไป เพราะหากยังถือศักดิ์ศรีกินมากกินน้อยต่อไป ผมเล็งเห็นผลว่าไม่เป็นชูชกท้องแตกตาย ก็ต้องมีการคายของเก่าทิ้งกันบ้างล่ะ
แต่สงครามครานี้ไม่ยอมจบง่ายๆครับ เมื่อปรากฏ “ตาอยู่ร่างยักษ์” เพื่อนผมที่เดินทางจากปิ่นเกล้ามาอนุสาวรีย์ชัยเพื่อกินก๋วยเตี๋ยวเรือโดยเฉพาะ พอมันมาถึงโฆษกคนเดิมก็ประกาศกติกาอย่างไม่เกรงใจผู้มาทีหลังทันทีว่า “มาก่อน มาหลัง หารเท่าหมด” ชายร่างยักษ์ผู้มาทีหลังบ่นเป็นเชิงน้อยใจว่า “ทำไมไม่โทรมาบอกให้เร็วกว่านี้ กูเพิ่งกินข้าวไป 2 จานนะโว้ย หารเท่าเลยหรือวะ” แต่ไอ้คนที่ประกาศตัวว่าเพิ่งกินข้าวมา 2 จานนี่แหละครับ กลับมาแรงแซงทางโค้ง กินคนเดียวและรวดเดียว 16 ชาม คว้าตำแหน่งแชมป์ไปครองอย่างพลิกความคาดหมาย พร้อมกับประกาศว่า “กูยังกินได้อีกนะเนี่ย แต่เกรงใจพวกมึงต้องมานั่งรอกูกินคนเดียว” โถให้รอน่ะผมรอได้ แต่เห็นมันกินแล้ว ผมและผองเพื่อนผะอืดผะอมครับ อยากอ๊วกต่อหน้ามันให้ได้ซิหน่า ทรมานจริงๆ แทนที่จะกินกันอย่างมีความสุข นั่งคุยกันไปเพลินๆ กินพอดี ๆ ก็น่าจะพอแล้วคิดไปคิดมาก็เพราะไอ้คำว่า “หารเท่า” แท้ๆ เลยเป็นอย่างนี้
ที่มารำลึกความหลัง เพราะวันนี้ผมได้มีโอกาสไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่อนุสาวรีย์เมื่อตอนเย็น ความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้คือ ทุกร้านติดแอร์หมดแล้ว และราคาก็เพิ่มเป็น 7 บาท แต่ภายใต้เงื่อนไขเดิม คือผมยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น มีแต่ สุรา โซดา น้ำเปล่า และกาแฟเย็น ที่ได้สัมผัสกระเพาะของผมในรอบวันที่ผ่านมา แต่ผมกินแค่ 6 ชามก็อิ่มแล้ว ทำให้ผมนั่งนึกย้อนกลับไปว่า ตอนนั้น “ยัด” เข้าไปได้ไงวะนี่ ตั้ง 13 ชาม!?!?!?
Thursday, September 01, 2005
ไร้สาระกับ Owen และ Newcastle
รูปจาก www.nufcth.comกลับมาใหม่อีกครั้งตามคำเรียกร้องของตัวเอง ที่หายไปนานเนื่องจากเกิดมรสุมชีวิตที่ office คือมีคนในฝ่ายผมลาออกไปคนนึง และแผนกผมก็ไม่ยอมรับคนใหม่มาทำแทน งานก็เยอะขึ้นเยอะขึ้น วัน ๆ ผมแทบจมกองแฟ้มลูกค้าตายคา office(ไม่รู้ว่าถ้าตายจริงจะมีเงินพิเศษให้หรือปล่าว เพราะตายขณะปฏิบัติหน้าที่) กลับบ้านก็ไม่ต้องทำอะไร นอนอย่างเดียว ไม่มีเวลาเลยจริงๆ ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่รู้ว่าผมจะเรียนจบเมื่อไหร่ ยิ่งเห็นตัวอย่างจากพี่ๆหลายๆคนแล้ว ต้องมาลุ้นกันตอนสัปดาห์สุดท้าย เห็นแล้วเสียวครับ
พูดถึงคำว่า “ไม่มีเวลา” ทำให้ผมหวนนึกไปถึงตอนเรียนมัธยม มีอาจารย์ผมคนนึง แกบอกว่า ไอ้คนที่พูดว่าไม่มีเวลาน่ะคือคนโกหก โดยให้เหตุผลว่า “ถ้าไม่มีเวลาจริง แล้วมานั่งบ่นได้ไงว่าไม่มีเวลา แสดงว่าเวลาน่ะมี แต่ดันเอาเวลาที่มีมานั่งบ่น” แกบอกอย่างนี้ ผมก็แย้งอาจารย์อยู่ในใจ ว่า ไอ้ที่เค้าบ่นน่ะ หมายถึงไม่มีเวลาที่มากพอที่ทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จได้ต่างหากล่ะ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าแกมีส่งสัญญาณอย่างมีนัยยะสำคัญอะไร ยังไงหรือปล่าว ฟังตอนแรกก็งงๆ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่??????
พูดถึง blog ผมก็ยังไม่ได้แนะนำตัวตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้มาใหม่ ผมขอยกยอดไว้คราวหน้าละกัน(แหะๆ) แต่ที่ผมมาเปิด blog ไว้ ด้วยเหตุผลมากมายหลายประการ โดยประการแรก เห็นรุ่นพี่ผมเปิด blog แล้ว มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในชุมชน blogger ซึ่งก็น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผม (แหะๆ) ประการต่อมา โดยกมล(สันดาน)แล้ว ผมเป็นคนขี้บ่นอย่างแรง แต่ส่วนใหญ่จะบ่นในใจ เพราะบ่นไปก็ไม่มีใครฟัง เลยเอาเรื่องที่อยากบ่นมาลงในนี้แทน(อย่าพึ่งเบื่อนะครับ) ประการที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้ผมกำลังจะเริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ แต่ผมมีข้อบกพร่องที่ร้ายแรงมากสำหรับการเขียนหนังสือ คือผมจัดระบบความคิดในหัวตัวเองไม่ได้ คือคิดได้แต่เรียบเรียงให้เป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ เลยคิดว่ามาซ้อมมือโดยการเขียน blog ถ้าจะดี แต่ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือเปล่า เพราะพอจะเขียนอะไรให้มันเป็นเรื่องเป็นราวซะหน่อยก็ไม่รู้ว่าบรรดาเซลล์สมองผมแอบโดดงานไปหลบอยู่ที่ไหนกันหมด ไม่ยอมมาช่วยกันคิดทำมาหากินซะบ้าง
ว่าถึงเรื่องบอลอังกฤษซะหน่อย ข่าวที่กำลังฮือฮามากที่สุดตอนนี้คงไม่พ้นการย้ายทีมของ Owen มา Newcastle ของผม เรื่องนี้ พี่นิติรัฐ บอกทำใจไม่ได้ ไม่อยากเห็นโอเว่นลงเล่นให้ทีมอื่นเตะกับลิเวอร์พูล แต่ก็ต้องทำใจครับของอย่างนี้ เค้าเตะบอลเป็นอาชีพ และผมคิดว่า ถ้าโอเวนในเสื้อลายบาร์โค้ดของนิว เตะกับลิเวอร์พูล เค้าจะตั้งใจเล่นเป็นพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพของตัวเอง ดังนั้นหากนิวชนะโดยโอเวนยิงประตูชัยก็อย่าว่ากันนะครับ 5555
จริงๆผมว่า ไอ้หนวดซูเนส (ตอนนี้โกนหนวดแล้ว) มันแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ปัญหาของนิวไม่ใช่อยู่ที่เชียร์เรอร์แก่เกินไปอย่างเดียว ปัญหามันอยู่ที่การขาดซึ่งจินตนาการในการทำการบุกอย่างสิ้นเชิงของทีม กองกลางทำเกมไม่ได้ ต่อให้กองหน้าคมแค่ไหน ถ้าไม่มีคนจ่ายบอลให้ ก็จบข่าว และถ้าลองดูชื่อชั้นตัวผู้เล่นกองกลางของนิว ไม่ว่าจะเป็นดายเออร์ ,โบวเยอร์ ,เอ็มเร่, ปาร์กเกอร์, จีนาส(ย้ายไปสเปอร์แล้ว), มิลเนอร์ จะเห็นว่าไม่ได้ขี้เหร่แต่อย่างใด ซึ่งสรุปได้อย่างเดียวว่าคนคุมทีมห่วย ดังนั้นตำแหน่ง ที่นิวคาสเซิล ต้องการด่วนที่สุด คือ ผู้จัดการทีม ครับ และถ้านายหนวดจะเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว ควรรีบลาออกไปแล้วเปิดโอกาสให้คนอี่นมาทำทีมแทนดีกว่า ผมทนดูไอ้หนวดทำทีมมาปีนึงเต็มๆ เริ่มจะทนไม่ไหว
แต่จะว่าไปไอ้หนวดก็ซื้อตัวผู้เล่นได้เก่งไม่เลว ดูแต่ละตัวที่มันซื้อมา สก็อต ปาร์กเกอร์ , เอ็มเร่ เบโลโซกลู (ถ้ายังจำฟุตบอลโลกฉบับเอเชียได้ หมอนี่เป็นตัวทำเกมคนสำคัญช่วยให้ตุรกีคว้าอันดับ 3 ในบอลโลกได้) ,เครก มัวร์ (กัปตันทีมชาติออสเตรเลีย) , อัลเบิร์ต ลูเก้ , และล่าสุด โอเวน กับโซลาน่า (เด็กเก่านิว) และก็เกือบได้ ฟรานเชสโก้ โคโค่ แบ็กซ้ายดาวรุ่งของอิตาลีเมื่อ 4-5 ปีก่อน ดังนั้นผมว่าตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดของซูเนสคือผู้อำนวยการฟุตบอลครับ ตำแหน่งเดียวกับที่เชลซี ไปแย่งคนของสเปอร์มา (ผมจำชื่อไม่ได้) เค้าน่าจะทำได้ดี
สำหรับแฟนนิว ณ เวลานี้คงไม่มีใครลุ้นแชมป์ แล้วละครับ อย่างแรกที่ลุ้นก่อนคือเมื่อไหร่ไอ้หนวดมันจะออกไปซะที และผมก็หวังว่า ซูเนส คงจะสำนึกได้ในเร็ววันนี้ ผมไม่อยากไปลุ้นหนีตกชั้นตอนปลายฤดูกาล...........
Thursday, August 18, 2005
บริการใหม่จากตำรวจไทย
ในประเทศไทยของเราก็มีบริษัทเอกชนรายนึงรับติดปุ่มฉุกเฉินให้กับพวกธนาคาร ร้านทอง หรือตามบ้านเรือนประชาชนทั้งหลาย หากมีโจรมาปล้น ก็กดปุ่มฉุกเฉินที่ว่า แล้วมันจะต่อสายตรงไปยังตำรวจท้องที่ให้เข้าช่วยดูแลความปลอดภัยให้ โดยบริษัทนั้นก็เก็บตังค์จากพวกธนาคาร ร้านทอง เป็นค่าต่อสายตรงถึงตำรวจเป็นรายเดือน แต่ผลปรากฏว่า ในปี 2544 มีสัญญาณเตือนภัยที่เกิดจากเจ้าปุ่มฉุกเฉินทั้งสิ้น 421 ครั้ง แต่เกิดเหตุด่วนเหตุร้ายจริงเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้ตำรวจผู้มีหน้าที่รักษาความสงบต้องเดือนร้อน เสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และที่สำคัญคือเซ็งครับ อุตสาห์ออกมาทั้งที่แทนที่จะจับโจรได้ผลงาน แต่ดันกลับบ้านมือเปล่า
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)จึงได้ส่งเรื่องไปขอความเห็นจากฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล(คณะกรรมการกฤษฎีกา)ว่าสตช.จะทำได้หรือไม่ หากจะทำสัญญากับบริษัทเจ้าของปุ่มเรียกเก็บเงินค่าบริการจากบริษัทดังกล่าว เพราะเป็นต้นเหตุทำให้ตำรวจต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และเสียอารมณ์ ในกรณีที่มีการกดปุ่มฉุกเฉิน แต่ไม่เจอโจรให้จับ ซึ่งก็น่าจะยุติธรรมดี เพราะตำรวจจะได้รางวัลปลอบใจกลับบ้าน เวลาไปตรวจตามสัญญาณเตือนภัยของปุ่มฉุกเฉินแต่ไม่เจอโจรให้จับ แต่เดี๋ยวก่อน สมมุติว่าผมเป็นเจ้าของบริษัทปุ่มฉุกเฉิน ,แน่นอนที่สุด, ผมจะไปเรียกเก็บค่าบริการนี้จากผู้ใช้บริการปุ่มที่ว่าทั้งหลาย ซึ่งก็คือประชาชนผู้เสียภาษีให้แก่รัฐ เท่ากับว่าประชาชนต้องเสียเงินให้ตำรวจสองเด้ง คือนอกจากจะเสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อเป็นเงินเดือนให้กับตำรวจแล้ว ยังต้องมาเสียเงินจ้างตำรวจที่มีหน้าที่จับโจรอยู่แล้วให้มาจับโจรซ้ำอีก
แต่เดชะบุญครับ ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลไม่เล่นด้วยครับ โดยนำกฎหมายตำรวจแห่งชาติ มาตรา 6 บอกว่า “ตำรวจมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร” ดังนั้นการไปตรวจสอบที่เกิดเหตุที่ได้รับการเตือนจากปุ่มฉุกเฉินนั้น แม้ว่าจะไม่ได้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นจริงกตาม ก็ต้องถือว่าอยู่ในภารกิจและอำนาจหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว ตำรวจจึงไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บหรือทำสัญญาเรียกเก็บค่าบริการจากใครทั้งสิ้น
ทุกอย่างจบด้วยดีครับ นอกจากฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลจะได้ช่วยประชาชนไว้แล้ว ผมว่ายัง “อาจจะ” ช่วยพี่น้องตำรวจไทยทุกคนด้วยครับ ช่วยยังไงน่ะหรือครับ อธิบายง่ายๆว่า หากมีคนเสนอเงินหรือให้เงินแก่ข้าราชการเพื่อให้ทำงานตามหน้าที่ของตน ข้าราชการที่รับเงินนั้นมีความผิดในข้อหา “เจ้าพนักงานเรียกรับสินบน” เพราะทำงานโดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่ได้ทำงานเพราะมันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ดังนั้นหากตำรวจคนใดรับเงินค่าบริการมาถือว่ามีความผิดครับ เพราะทำงานตามหน้าที่โดยเห็นแก่ทรัพย์สิน และพอเอาเงินกลับโรงพักเพื่อนตำรวจด้วยกันไม่เข้าจับกุม เพื่อนตำรวจนายนั้นก็มีความผิดฐาน “เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ด้วย เรียกว่าซวยทั้งโรงพักครับงานนี้?????