Thursday, October 13, 2005

เสรีภาพสื่อมวลชน

ตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทยภายใต้การนำของคุณทักษิณขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็มีความพยายามจะทำให้ระบบการตรวจสอบตามโครงสร้างของรัฐธรรมนูญพิกลพิการใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพตามที่คาดหวังไว้ตอนร่างรัฐธรรมนูญ แต่แม้ว่าจะหนีการตรวจสอบอย่างไรก็หนีไม่พ้นการตรวจสอบของบรรดาสื่อมวลชนที่ขุดคุ้ย เรื่องราวการทุจริต คอร์รัปชั่น การใช้อำนาจหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายอำนาจรัฐมาตีแผ่ให้ประชาชนตาดำๆ ได้รู้ข้อเท็จจริง ยกตัวอย่างกรณีการทุจริตเรือขุดเอลลิคอต กรณีค่าโง่ทางด่วน หรือแม้แต่กรณีคดีซุกหุ้นของคุณทักษิณ ถ้าสื่อมวลชนเป็นหมาเฝ้าบ้านแล้วไซร้ ผมยกให้เป็นหมารอตไวเลอร์ ตัวใหญ่ ประเภทกันแล้วไม่ปล่อย เหมาะสมกับการนำมาเฝ้าบ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความไม่ชอบมาพากลอย่างประเทศไทย

แต่ผมไม่ได้เขียน blog ตอนนี้เพื่อยกย่องสื่อมวลชนแต่อย่างใด แต่ผมกำลังสงสัยใน “เสื้อเกราะกันกระสุน” ที่คุ้มครองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่มีชื่อในการกฎหมายว่า “เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน” ทั้งๆที่กฎหมายให้เสื้อเกราะดังกล่าวไว้เพื่อคุ้มครองการทำหน้าที่โดยสุจริตของตนแต่เพียงอย่างเดียว แต่สังคมโดยเฉพาะเจ้าของเสื้อเกราะกำลังตีความให้เสื้อเกราะตัวนี้ เป็นเหมือนป้ายอาญาสิทธิ์ที่ใครก็ล่วงละเมิดมิได้ ไม่ว่าตนเองจะละเมิดจรรยาบรรณของตนเองหรือไม่

แน่นอนว่าใครๆก็ยอมรับว่าสื่อมวลชนต้องมีอิสระในการนำเสนอข่าวสาร ต้องปราศจากการแทรกแซงการทำงานไม่ว่าจากหน่วยงานของรัฐ หรือจากกลุ่มทุนที่เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่างที่ไม่อาจทราบได้ ทุกๆครั้งที่สื่อมวลชนเป็นฝ่ายถูกกระทำ กระแสสังคมมักจะเอาใจช่วยฝ่ายสื่อมวลชนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากกรณีการเข้าซื้อไอทีวีของกลุ่มชินคอร์ป กรณีการฟ้องนักข่าวของไทยโพสต์ กรณีการเข้าซื้อหุ้นมติชนและโพสต์ของคุณไพบูลย์ หรือแม้แต่กรณีล่าสุดอย่างการถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากช่อง 9 และการที่คุณทักษิณฟ้องคุณสนธิ ทุกกรณีกระแสสังคมต่างชูธงเสรีภาพสื่อมวลชน ปลอดจากการแทรกแซง แม้ว่าอีกฝ่ายจะทำตามถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ก็ไม่วายโดนด่ากลับไปเลียแผลที่บ้านทุกรายไป

อย่างล่าสุดมีการจัดแถลงข่าวร่วมกันของสื่อมวลชนไทย กับองค์กรสื่อจากเมืองนอก ซึ่งได้พูดถึงกรณีการฟ้องร้องสื่อมวลชนของคุณทักษิณที่ฟ้องคุณสนธิ ว่าไม่ควรทำ เพราะคุณทักษิณเป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ควรใช้สิทธิทางศาลปกป้องตัวเอง ผมอ่านแล้วจะสรุปว่าบุคคลสาธารณะใช้สิทธิทางศาลไม่ได้ (ในสายตาของสื่อมวลชน) ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ไม่น่าจะผิดไปจากความเป็นจริงซักเท่าใดนัก

เมื่อพูดถึงบุคคลสาธารณะ ในช่วงหลังๆ ผมมักจะนึกถึงโฆษณาสีทาบ้านยี่ห้อนึง ที่ใช้การเล่นคำพ้องเสียง โดยเริ่มต้นที่ว่า “ศรี”ทนได้คะ แล้วก็ให้ “ศรี” ทำงานบ้านอย่างหนักหน่วง ใครเห็นก็ต้องสงสาร และมาบอกในตอนสุดท้ายว่า สีที่ทนได้ต่อทุกสภาวะอากาศน่ะคือสีทาบ้าน หาใช่ “ศรี” ที่เป็นคนไม่ ซึ่งดูไปดูไปสภาพของบุคคลสาธารณะก็คล้ายกับ “ศรี” ในโฆษณาเช่นกัน คือต้องอดทนต่อทุกสภาวะ ตอบโต้อะไรก็ไม่ได้ ต้องเป็น “ศรี” ของสังคม ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ ด่าได้มาอัธยาศัย ซึ่งผมลองนึกทบทวนวิชากฎหมายที่ได้ร่ำเรียนมา ไม่พบว่าคำว่า “บุคคลสาธารณะ” มีความหมายในทางกฎหมายแต่อย่างใด และไม่มีกฎหมายใดๆที่จะห้ามไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิทางศาลได้

ไม่มีสิทธิและเสรีภาพใดที่สามารถใช้ได้โดยปราศจากขอบเขต หากใช้เกินขอบเขตย่อมต้องมีความรับผิดเป็นธรรมดา ในกรณีที่คุณทักษิณหรือกรณีของบริษัทชินคอร์ป ใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถกระทำได้ ก็เพราะหากสื่อมวลชนทำตามจรรยาบรรณสื่อสารมวลชนที่ดีแล้วนั้น กฎหมายก็รับรองและก็คุ้มครองให้อยู่แล้ว นอกซะจากว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง หรือกระทำการโดยไม่สุจริตใจ

ผมลงท้ายด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 237-238/2514 ให้อ่านไว้เป็นอุทาหรณ์ สื่อมวลชนแอบแฝงบางคน

การที่จำเลยป่าวประกาศ ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ว่าโจทก์เป็นผู้ไม่นิยมการปกครองระบอบที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งเป็นที่น่ารังเกียจของประชาชนชาวไทย และการป่าวประกาศซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงว่าโจทก์เป็นคนโลภอำนาจทางการเมืองและมักใหญ่ใฝ่สูง ยอมทิ้งตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และและกลายเป็นผู้ที่ประชาชนชิงชังจนไม่อาจอยู่ประเทศไทยได้ ดังนี้ ย่อมเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ มีความผิดฐานละเมิดโดยการไขข่าวแพร่หลาย ตามมาตรา 423 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

Thursday, September 29, 2005

ภาษาไทยวันละคำ

ภาษาไทยวันละคำ วันนี้เสนอคำว่า “คิดได้ไงวะ”

คำว่า “คิดได้ไงวะ” เป็นภาษาพูดของคำว่า “เขาคิดสิ่งนั้นขึ้นมาได้อย่างไร” ใช้ได้สองความหมาย ความหมายแรกสำหรับความคิดที่ไม่มีใครคิดถึงมาก่อน ในทำนองชื่นชม ทึ่ง ในความสามารถของผู้คิด ความหมายที่สอง ใช้ในความหมายของความคิดที่ไม่เข้าท่า ทุเรศทุรัง ผู้พูดรู้สึกอับอายแทนเจ้าของความคิด มักใช้คู่กับคำว่า “เอาสมองส่วนไหนคิดวะ” ถ้าจะให้ได้อารมณ์แบบฮาร์ดคอร์ ต้องใช้คำนามที่ใช้เรียกสัตว์เลื้อยคลาน 4 ขา ที่ชอบเดินแถวทำเนียบรัฐบาล กับคำนามที่ใช้เรียกบุพการีของบุคคลที่สองประกอบ รวมกันจะได้เป็น “เ...ย แม่.. คิดได้ไงวะ!!”

เมื่อก่อนคำๆนี้มักใช้กับวงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ หนังสือนิยาย เพลงและมักใช้ในความหมายแรกมากกว่าอย่างหลัง และค่อยๆมีวิวัฒนาการมาใช้กับวงการตลก ในความหมายที่สองมากขึ้น ปัจจุบัน คำนี้ปรากฏมากขึ้นในวงการการเมือง

เรามาดูตัวอย่างของการใช้คำว่า “คิดได้ไงวะ” จากดาราตลกกิตติมาศักดิ์ ทั่นปั๊ตตานา จากคณะเหลี่ยมเชิญยิ้ม

บุคคลทั่นนี้ส่งเสริมชาวนาเลี้ยงกุ้งกุลาดำในที่นาของตนเอง ทั้งๆที่กุ้งกุลาดำเป็นกุ้งทะเล??

แต่ผลงานที่ทำให้โด่งดังเป็นพลุแตก คือวาทะแห่งปีที่สูสีกับวาทะที่ว่า “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ”
ได้แก่วาทะที่บริภาษนักเรียนอาชีวะที่ตีกันในงานคอนเสิร์ตว่า “พวกสมองควาย”

ต่อมาทั่นก็ได้ผลิตผลงานประเภท “คิดได้ไงวะ” ออกมาอย่างต่อเนื่องราวกลับกลัวว่าทั่นหัวหน้าคณะจะไม่เห็นผลงาน ซึ่งผลงานต่อมา คือการเจรจาการค้าเสรี ทั่นได้เสนอแนวคิดเด็ดอีก ว่า “การค้าเสรีจะนำมาซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ จะทำให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องแยกกันระหว่างผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยกับคนส่วนใหญ่ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถทำมาหากินกับอาชีพเดิมได้ ก็ให้เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นเลย!!!(ไป๊)

แนวคิดต่อมาก็สร้างความฮือฮาสะท้านวงการอีกครั้ง กับแนวคิดนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งๆที่ประเทศไทยผลิตข้าวได้มากอันดับต้นๆของโลก โดยให้เหตุผลว่า เราส่งออกข้าวมาก กลัวข้าวในประเทศจะขาดแคลน!!!


ยังไม่หมดเท่านี้ มีต่อกับวิธีคิดแบบ “คิดได้ไงวะ”


ปัญหาเด็กทารกถูกทิ้งตามถังขยะ จะทิ้งก็อย่าทิ้งเลยถังขยะ มันเหม็น สงสารเด็ก ผิดกฎหมายด้วย มาทิ้งกับทั่นนี่ เดี๋ยวทั่นดูแลให้ มีปัญญาเลี้ยงเมื่อไหร่มาเอาคืนไป ถ้าไม่คิดจะเลี้ยงแล้วยกให้ทั่นไปเลย ทั่นไม่ว่า (ดีไม่มีโปรโมชั่นพิเศษ ทิ้ง 2 คน โทรมือถือฟรี 24 ชั่วโมง

นักเรียนอาชีวะตีกัน อยากตีกันนัก ชอบใช้กำลังกันนักใช่ไหม เอาไปเป็นผู้พิทักษ์สังคม ทำหน้าที่จับขอทาน!!


เด็กซิ่งรถแข่งกันบนถนน เอาอยากซิ่งกันเดี๋ยวปิดถนนให้ซิ่งกันตามใจชอบ อยากได้ถนนเส้นไหนบอกเดี๋ยวจัดให้

วันนี้คงจบแต่เพียงเท่านี้ สวัสดี


***อ๊ะอ๊ะ!!?? อย่าลืมนะครับว่ามันมีสองความหมาย ส่วนจะใช้ในความหมายใดก็เชิญตามอัธยาศัย***

Wednesday, September 21, 2005

แจ้งข่าวโฆษณา

ตอนนี้หายไปนานเนื่องจากติดภารกิจการศึกษา ตอนแรกกะจะเขียนเรื่องอากู๋ซะหน่อย ก็ปรากฏอากู๋ใจไม่สู้ถอนทัพซะก่อน เลยหมดมุข

และตอนนี้ผมกำลังเกลี้ยกล่อม ชักจูง ว่าที่นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ ผู้มีข้อมูลวงในทางการเมืองมาเม้าท์ เอ้ย!! มาร่วมขีดๆเขียนๆ กันในชุมชน blogger แห่งนี้ ส่วนลีลาจะดุเด็ดเผ็ดมันขนาดไหนโปรดติดตาม (ถ้าสำเร็จจะแจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่ง)

ส่วนตัวผมขอตัวไปทำงานการศึกษาต่อนะคร้าบ

Wednesday, September 07, 2005

สงครามก๋วยเตี๋ยวเรือ

เที่ยงวันของวันเสาร์วันนึงเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว หลังจากที่ผมและผองเพื่อนทั้งหมดนับหัวรวมได้ 13 คน เสร็จสิ้นภารกิจการวิ่งไล่หวดลูกหนัง แถวๆซอยโยธี ใกล้ๆกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ภายใต้ความเหน็ดเหนื่อยตามประสาคนนานๆออกกำลังกายที พวกผมก็เดินทางออกจากสนามบอลด้วยอาการของคนหิวโหยขนาดกินช้างได้คนละตัว มุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ชัยฝั่งถนนพหลโยธินอันเป็นบริเวณที่สิงสถิตของบรรดาร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือทั้งหลาย


ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องอย่างไม่ปราณีใคร อากาศที่แสนจะร้อนอบอ้าวของตอนเที่ยงวันผสมกับความเหนื่อยล้าหลังเตะบอลมา ทำให้ผมและชาวคณะเลือกร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่อยู่มุมสุดที่ชื่อป๋ายักษ์ เพราะเป็นร้านเดียวในตอนนั้นที่ติดแอร์ประกอบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ กิน 20 ชาม แถมโค้กลิตร 1 ขวด ทำให้ผมคิดในใจ “ป๋ายักษ์เสร็จกูแน่” (แต่เอาเข้าจริง ๆ พวกผมต่างหากที่เสร็จป๋ายักษ์ เพราะโค้กลิตรที่แถมก็กินกันไม่หมด แถมแกคิดค่าแอร์พวกผมด้วยคนละ 3 บาท)



เมื่อก๋วยเตี๋ยวเรือชามแรกมาถึงผมก็ไม่รอช้ารีบจัดการโซ้ยด้วยความหิวโหย ซึ่งหากนับตั้งแต่เที่ยงวันของเมื่อวันวาน ยังไม่อะไรตกถึงท้องผมเลย นอกจากสุรา โซดา น้ำเปล่า และเกเตอร์เรท ในไม่ช้าเสียงพูดคุยในโต๊ะก็เริ่มสงบลง เมื่อทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคือจัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้หมดไป ผมกินไปได้ 2 ชาม ก็ได้ยินเสียงใครบางคนพูดออกมาว่า


“เฮ้ย”


ผมเงยหน้ามามองเจ้าของคำอุทาน เห็นมันทำหน้ากึ่งจริงจังกึ่งเล่นๆ พร้อมกับพูดว่า



“หารเท่านะโว้ย”



ทำให้ผมต้องเหลือบไปมองอนุสาวรีย์แห่งความหิวโหยที่กองอยู่ตรงหน้ามัน พร้อมกับนับคร่าวๆ มันมากกว่าของผมเท่านึง สมองผมก็เริ่มคำนวณถึงจุดคุ้มทุนหากรับปากมันไป ในขณะที่ผมกำลังคำนวณศักยภาพในการกินของตัวเองอยู่นั้น เพื่อนของผมอีกคนก็รับหลักการ “หารเท่า” ทันที โดยการทำตัวเป็นโฆษกประกาศให้ทุกคนได้ยินทั่วถึงกัน ทำให้อารมณ์ของการเอาชนะคะคานได้ปะทุขึ้นในใจของผมและของใครอีกหลายคน จริงๆไอ้เรื่องหารเท่าไม่มีใครสนใจเท่าไหร่ แต่เรื่องกินเยอะกินน้อยเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีจะยอมกันไม่ได้ ยิ่งกินเยอะกว่าคนอื่นและหารเท่า ซึ่งก็หมายความว่าเราจ่ายน้อยกว่าคนอื่น เป็นความภาคภูมิใจอย่างนึงของคนกินก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ (ไม่รู้คิดได้ไง)



สงครามก๋วยเตี๋ยวเรือจึงได้อุบัติขึ้น จากเดิมที่แต่ละคนสั่งทีละ 2 ชาม 3 ชาม กลายเป็นสั่งทีละ 5 ชาม (สั่งรวมๆกัน) จากธรรมดาที่เคยกินแค่ 6 ชามอิ่ม ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ไม่มีใครยอมใคร ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตากินให้ได้เยอะที่สุดเพื่อสร้างความได้เปรียบตอนจ่ายตัง แต่คนที่ยิ้มแก้มปริก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ป๋ายักษ์เจ้าของร้านนี่เอง ที่อยู่ๆดีก็มีคนมาสร้าง demand ให้กับร้าน ทั้งๆที่ร้านของแก หากเปรียบเทียบเรื่องรสชาติจะด้อยกว่าร้านอื่นอย่างเห็นได้ชัด


ท่ามกลางเสียงยกธงขาวยอมแพ้ “กูไม่ไหวแล้วว่ะ” ของสหายสงครามหลายคน หาได้ทำให้ผมท้อแท้ไม่ ผมยังคงกินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อนุสาวรีย์แห่งความหิวโหยที่ได้เปลี่ยนเป็นอนุสาวรีย์แห่งศักดิ์ศรีการกิน ก็กองสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว จนในที่สุดในสมรภูมิก๋วยเตี๋ยวเรือก็เหลือผู้รอดชีวิตอยู่เพียง 3 นาย คือผม ,เจ้าของวลี “หารเท่า” และทั่นโฆษก นับดูผลงานของแต่ละคน ผมกินได้ที่ 13 ชามเท่ากันกับไอ้เจ้าโฆษก แต่ไอ้ตัวอาชญากรสงครามมันกินได้ 14 ชาม พร้อมกับสีหน้าท่าทางที่บ่งบอกว่า “กูไม่ไหวแล้ว” ผมก็เลยถือโอกาสประกาศสงบศึก และกำลังจะยกตำแหน่งผู้ชนะให้แก่มันไป เพราะหากยังถือศักดิ์ศรีกินมากกินน้อยต่อไป ผมเล็งเห็นผลว่าไม่เป็นชูชกท้องแตกตาย ก็ต้องมีการคายของเก่าทิ้งกันบ้างล่ะ


แต่สงครามครานี้ไม่ยอมจบง่ายๆครับ เมื่อปรากฏ “ตาอยู่ร่างยักษ์” เพื่อนผมที่เดินทางจากปิ่นเกล้ามาอนุสาวรีย์ชัยเพื่อกินก๋วยเตี๋ยวเรือโดยเฉพาะ พอมันมาถึงโฆษกคนเดิมก็ประกาศกติกาอย่างไม่เกรงใจผู้มาทีหลังทันทีว่า “มาก่อน มาหลัง หารเท่าหมด” ชายร่างยักษ์ผู้มาทีหลังบ่นเป็นเชิงน้อยใจว่า “ทำไมไม่โทรมาบอกให้เร็วกว่านี้ กูเพิ่งกินข้าวไป 2 จานนะโว้ย หารเท่าเลยหรือวะ” แต่ไอ้คนที่ประกาศตัวว่าเพิ่งกินข้าวมา 2 จานนี่แหละครับ กลับมาแรงแซงทางโค้ง กินคนเดียวและรวดเดียว 16 ชาม คว้าตำแหน่งแชมป์ไปครองอย่างพลิกความคาดหมาย พร้อมกับประกาศว่า “กูยังกินได้อีกนะเนี่ย แต่เกรงใจพวกมึงต้องมานั่งรอกูกินคนเดียว” โถให้รอน่ะผมรอได้ แต่เห็นมันกินแล้ว ผมและผองเพื่อนผะอืดผะอมครับ อยากอ๊วกต่อหน้ามันให้ได้ซิหน่า ทรมานจริงๆ แทนที่จะกินกันอย่างมีความสุข นั่งคุยกันไปเพลินๆ กินพอดี ๆ ก็น่าจะพอแล้วคิดไปคิดมาก็เพราะไอ้คำว่า “หารเท่า” แท้ๆ เลยเป็นอย่างนี้


ที่มารำลึกความหลัง เพราะวันนี้ผมได้มีโอกาสไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่อนุสาวรีย์เมื่อตอนเย็น ความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้คือ ทุกร้านติดแอร์หมดแล้ว และราคาก็เพิ่มเป็น 7 บาท แต่ภายใต้เงื่อนไขเดิม คือผมยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น มีแต่ สุรา โซดา น้ำเปล่า และกาแฟเย็น ที่ได้สัมผัสกระเพาะของผมในรอบวันที่ผ่านมา แต่ผมกินแค่ 6 ชามก็อิ่มแล้ว ทำให้ผมนั่งนึกย้อนกลับไปว่า ตอนนั้น “ยัด” เข้าไปได้ไงวะนี่ ตั้ง 13 ชาม!?!?!?

Thursday, September 01, 2005

ไร้สาระกับ Owen และ Newcastle

รูปจาก www.nufcth.com

กลับมาใหม่อีกครั้งตามคำเรียกร้องของตัวเอง ที่หายไปนานเนื่องจากเกิดมรสุมชีวิตที่ office คือมีคนในฝ่ายผมลาออกไปคนนึง และแผนกผมก็ไม่ยอมรับคนใหม่มาทำแทน งานก็เยอะขึ้นเยอะขึ้น วัน ๆ ผมแทบจมกองแฟ้มลูกค้าตายคา office(ไม่รู้ว่าถ้าตายจริงจะมีเงินพิเศษให้หรือปล่าว เพราะตายขณะปฏิบัติหน้าที่) กลับบ้านก็ไม่ต้องทำอะไร นอนอย่างเดียว ไม่มีเวลาเลยจริงๆ ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่รู้ว่าผมจะเรียนจบเมื่อไหร่ ยิ่งเห็นตัวอย่างจากพี่ๆหลายๆคนแล้ว ต้องมาลุ้นกันตอนสัปดาห์สุดท้าย เห็นแล้วเสียวครับ

พูดถึงคำว่า “ไม่มีเวลา” ทำให้ผมหวนนึกไปถึงตอนเรียนมัธยม มีอาจารย์ผมคนนึง แกบอกว่า ไอ้คนที่พูดว่าไม่มีเวลาน่ะคือคนโกหก โดยให้เหตุผลว่า “ถ้าไม่มีเวลาจริง แล้วมานั่งบ่นได้ไงว่าไม่มีเวลา แสดงว่าเวลาน่ะมี แต่ดันเอาเวลาที่มีมานั่งบ่น” แกบอกอย่างนี้ ผมก็แย้งอาจารย์อยู่ในใจ ว่า ไอ้ที่เค้าบ่นน่ะ หมายถึงไม่มีเวลาที่มากพอที่ทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จได้ต่างหากล่ะ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าแกมีส่งสัญญาณอย่างมีนัยยะสำคัญอะไร ยังไงหรือปล่าว ฟังตอนแรกก็งงๆ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่??????


พูดถึง blog ผมก็ยังไม่ได้แนะนำตัวตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้มาใหม่ ผมขอยกยอดไว้คราวหน้าละกัน(แหะๆ) แต่ที่ผมมาเปิด blog ไว้ ด้วยเหตุผลมากมายหลายประการ โดยประการแรก เห็นรุ่นพี่ผมเปิด blog แล้ว มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในชุมชน blogger ซึ่งก็น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผม (แหะๆ) ประการต่อมา โดยกมล(สันดาน)แล้ว ผมเป็นคนขี้บ่นอย่างแรง แต่ส่วนใหญ่จะบ่นในใจ เพราะบ่นไปก็ไม่มีใครฟัง เลยเอาเรื่องที่อยากบ่นมาลงในนี้แทน(อย่าพึ่งเบื่อนะครับ) ประการที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้ผมกำลังจะเริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ แต่ผมมีข้อบกพร่องที่ร้ายแรงมากสำหรับการเขียนหนังสือ คือผมจัดระบบความคิดในหัวตัวเองไม่ได้ คือคิดได้แต่เรียบเรียงให้เป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ เลยคิดว่ามาซ้อมมือโดยการเขียน blog ถ้าจะดี แต่ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือเปล่า เพราะพอจะเขียนอะไรให้มันเป็นเรื่องเป็นราวซะหน่อยก็ไม่รู้ว่าบรรดาเซลล์สมองผมแอบโดดงานไปหลบอยู่ที่ไหนกันหมด ไม่ยอมมาช่วยกันคิดทำมาหากินซะบ้าง

ว่าถึงเรื่องบอลอังกฤษซะหน่อย ข่าวที่กำลังฮือฮามากที่สุดตอนนี้คงไม่พ้นการย้ายทีมของ Owen มา Newcastle ของผม เรื่องนี้ พี่นิติรัฐ บอกทำใจไม่ได้ ไม่อยากเห็นโอเว่นลงเล่นให้ทีมอื่นเตะกับลิเวอร์พูล แต่ก็ต้องทำใจครับของอย่างนี้ เค้าเตะบอลเป็นอาชีพ และผมคิดว่า ถ้าโอเวนในเสื้อลายบาร์โค้ดของนิว เตะกับลิเวอร์พูล เค้าจะตั้งใจเล่นเป็นพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพของตัวเอง ดังนั้นหากนิวชนะโดยโอเวนยิงประตูชัยก็อย่าว่ากันนะครับ 5555

จริงๆผมว่า ไอ้หนวดซูเนส (ตอนนี้โกนหนวดแล้ว) มันแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ปัญหาของนิวไม่ใช่อยู่ที่เชียร์เรอร์แก่เกินไปอย่างเดียว ปัญหามันอยู่ที่การขาดซึ่งจินตนาการในการทำการบุกอย่างสิ้นเชิงของทีม กองกลางทำเกมไม่ได้ ต่อให้กองหน้าคมแค่ไหน ถ้าไม่มีคนจ่ายบอลให้ ก็จบข่าว และถ้าลองดูชื่อชั้นตัวผู้เล่นกองกลางของนิว ไม่ว่าจะเป็นดายเออร์ ,โบวเยอร์ ,เอ็มเร่, ปาร์กเกอร์, จีนาส(ย้ายไปสเปอร์แล้ว), มิลเนอร์ จะเห็นว่าไม่ได้ขี้เหร่แต่อย่างใด ซึ่งสรุปได้อย่างเดียวว่าคนคุมทีมห่วย ดังนั้นตำแหน่ง ที่นิวคาสเซิล ต้องการด่วนที่สุด คือ ผู้จัดการทีม ครับ และถ้านายหนวดจะเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว ควรรีบลาออกไปแล้วเปิดโอกาสให้คนอี่นมาทำทีมแทนดีกว่า ผมทนดูไอ้หนวดทำทีมมาปีนึงเต็มๆ เริ่มจะทนไม่ไหว


แต่จะว่าไปไอ้หนวดก็ซื้อตัวผู้เล่นได้เก่งไม่เลว ดูแต่ละตัวที่มันซื้อมา สก็อต ปาร์กเกอร์ , เอ็มเร่ เบโลโซกลู (ถ้ายังจำฟุตบอลโลกฉบับเอเชียได้ หมอนี่เป็นตัวทำเกมคนสำคัญช่วยให้ตุรกีคว้าอันดับ 3 ในบอลโลกได้) ,เครก มัวร์ (กัปตันทีมชาติออสเตรเลีย) , อัลเบิร์ต ลูเก้ , และล่าสุด โอเวน กับโซลาน่า (เด็กเก่านิว) และก็เกือบได้ ฟรานเชสโก้ โคโค่ แบ็กซ้ายดาวรุ่งของอิตาลีเมื่อ 4-5 ปีก่อน ดังนั้นผมว่าตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดของซูเนสคือผู้อำนวยการฟุตบอลครับ ตำแหน่งเดียวกับที่เชลซี ไปแย่งคนของสเปอร์มา (ผมจำชื่อไม่ได้) เค้าน่าจะทำได้ดี


สำหรับแฟนนิว ณ เวลานี้คงไม่มีใครลุ้นแชมป์ แล้วละครับ อย่างแรกที่ลุ้นก่อนคือเมื่อไหร่ไอ้หนวดมันจะออกไปซะที และผมก็หวังว่า ซูเนส คงจะสำนึกได้ในเร็ววันนี้ ผมไม่อยากไปลุ้นหนีตกชั้นตอนปลายฤดูกาล...........

Thursday, August 18, 2005

บริการใหม่จากตำรวจไทย

ผมเชื่อว่าทุกๆคนคงเคยดูหนังประเภทโจรปล้นธนาคาร ในขณะที่โจรกำลังถือปืนขู่คนที่อยู่ในธนาคารนั้น (กรุณานึกภาพตามนะครับ ) นอกจากพระเอกแล้วจะมีคนๆนึงที่ทำตัวตุกติกมีพิรุธ ในสายตาของโจร นั่นคือผู้จัดการธนาคารซึ่งจะเป็นคนกดปุ่มๆนึง ซึ่งไอ้เจ้าปุ่มเนี้ย กดแล้วตำรวจจะแห่กันมาครับ ผมเรียกสั้นๆว่า “ปุ่มฉุกเฉิน” (ไม่ใช่พรก.ฉุกเฉินนะครับ)


ในประเทศไทยของเราก็มีบริษัทเอกชนรายนึงรับติดปุ่มฉุกเฉินให้กับพวกธนาคาร ร้านทอง หรือตามบ้านเรือนประชาชนทั้งหลาย หากมีโจรมาปล้น ก็กดปุ่มฉุกเฉินที่ว่า แล้วมันจะต่อสายตรงไปยังตำรวจท้องที่ให้เข้าช่วยดูแลความปลอดภัยให้ โดยบริษัทนั้นก็เก็บตังค์จากพวกธนาคาร ร้านทอง เป็นค่าต่อสายตรงถึงตำรวจเป็นรายเดือน แต่ผลปรากฏว่า ในปี 2544 มีสัญญาณเตือนภัยที่เกิดจากเจ้าปุ่มฉุกเฉินทั้งสิ้น 421 ครั้ง แต่เกิดเหตุด่วนเหตุร้ายจริงเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้ตำรวจผู้มีหน้าที่รักษาความสงบต้องเดือนร้อน เสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และที่สำคัญคือเซ็งครับ อุตสาห์ออกมาทั้งที่แทนที่จะจับโจรได้ผลงาน แต่ดันกลับบ้านมือเปล่า


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)จึงได้ส่งเรื่องไปขอความเห็นจากฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล(คณะกรรมการกฤษฎีกา)ว่าสตช.จะทำได้หรือไม่ หากจะทำสัญญากับบริษัทเจ้าของปุ่มเรียกเก็บเงินค่าบริการจากบริษัทดังกล่าว เพราะเป็นต้นเหตุทำให้ตำรวจต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และเสียอารมณ์ ในกรณีที่มีการกดปุ่มฉุกเฉิน แต่ไม่เจอโจรให้จับ ซึ่งก็น่าจะยุติธรรมดี เพราะตำรวจจะได้รางวัลปลอบใจกลับบ้าน เวลาไปตรวจตามสัญญาณเตือนภัยของปุ่มฉุกเฉินแต่ไม่เจอโจรให้จับ แต่เดี๋ยวก่อน สมมุติว่าผมเป็นเจ้าของบริษัทปุ่มฉุกเฉิน ,แน่นอนที่สุด, ผมจะไปเรียกเก็บค่าบริการนี้จากผู้ใช้บริการปุ่มที่ว่าทั้งหลาย ซึ่งก็คือประชาชนผู้เสียภาษีให้แก่รัฐ เท่ากับว่าประชาชนต้องเสียเงินให้ตำรวจสองเด้ง คือนอกจากจะเสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อเป็นเงินเดือนให้กับตำรวจแล้ว ยังต้องมาเสียเงินจ้างตำรวจที่มีหน้าที่จับโจรอยู่แล้วให้มาจับโจรซ้ำอีก


แต่เดชะบุญครับ ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลไม่เล่นด้วยครับ โดยนำกฎหมายตำรวจแห่งชาติ มาตรา 6 บอกว่า “ตำรวจมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร” ดังนั้นการไปตรวจสอบที่เกิดเหตุที่ได้รับการเตือนจากปุ่มฉุกเฉินนั้น แม้ว่าจะไม่ได้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นจริงกตาม ก็ต้องถือว่าอยู่ในภารกิจและอำนาจหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว ตำรวจจึงไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บหรือทำสัญญาเรียกเก็บค่าบริการจากใครทั้งสิ้น


ทุกอย่างจบด้วยดีครับ นอกจากฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลจะได้ช่วยประชาชนไว้แล้ว ผมว่ายัง “อาจจะ” ช่วยพี่น้องตำรวจไทยทุกคนด้วยครับ ช่วยยังไงน่ะหรือครับ อธิบายง่ายๆว่า หากมีคนเสนอเงินหรือให้เงินแก่ข้าราชการเพื่อให้ทำงานตามหน้าที่ของตน ข้าราชการที่รับเงินนั้นมีความผิดในข้อหา “เจ้าพนักงานเรียกรับสินบน” เพราะทำงานโดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่ได้ทำงานเพราะมันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ดังนั้นหากตำรวจคนใดรับเงินค่าบริการมาถือว่ามีความผิดครับ เพราะทำงานตามหน้าที่โดยเห็นแก่ทรัพย์สิน และพอเอาเงินกลับโรงพักเพื่อนตำรวจด้วยกันไม่เข้าจับกุม เพื่อนตำรวจนายนั้นก็มีความผิดฐาน “เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ด้วย เรียกว่าซวยทั้งโรงพักครับงานนี้?????