<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084</id><updated>2012-02-16T16:38:54.348+07:00</updated><title type='text'>The Northern Voice</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>21</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-3231251259673532467</id><published>2008-05-15T22:53:00.004+07:00</published><updated>2008-05-15T23:24:36.894+07:00</updated><title type='text'>"เขา"</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;กลับมาดูบล็อกตัวเองอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้แยแสมาเป็นเวลาปีกว่า แต่หากนับจากบล็อกตอนสุดท้ายที่เป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ เวลาที่บล็อกถูกทิ้งร้างจะยาวนานถึง 2 ปีกว่า แต่ดูท่าบล็อกอื่นๆก็ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่นะครับ เวลานี้ชุมชนบล็อกเกอร์ก็เงียบเหงาไปเยอะมาก นับตั้งแต่ม็อบพันธมิตรสมัยทักษิณยังเป็นนายกฯ ชาวบล็อกเกอร์ค่อยๆ ทยอยหายหน้าหายตาไปทีละคน จนกระทั่งปัจจุบัน แม้บางช่วงเวลาจะมีกิจกรรม Blog Tag เข้ามาสร้างกระแสได้ซักพัก แต่ก็ยังกระแสก็ยังคงไม่มีแรงพอที่จะทำให้ชุมชนบล็อกเกอร์กลับมาคึกคักอีกครั้ง ตอนเริ่มเขียนบล็อกแรกๆ ผมเคยคิดว่าอีก 10 ปี ข้างหน้าบล็อกเราจะเป็นอย่างไร คิดไปก็ด่าตัวเองไป (หอยเอ๊ย! ไม่ถึง 2 ปี มึงก็เลิกเขียนแล้ว นับประสาอะไรกับ 10 ปี) แต่ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้ผมกะว่าจะพยายามสลัดไล่ตัวขี้เกียจออกไปให้ได้ แล้วกลับมานั่งเขียนอะไรที่มันมีสาระจริงๆ? อีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อเป็นการต้อนรับการกลับมาของตัวเอง และถือเป็นการเคาะสนิมไปในตัว ก็เลยจะประเดิมด้วยประเด็นอุ่นๆ ในวงการอินเตอร์เน็ต ที่ไม่เป็นข่าวกระแสหลัก หรือเป็นก็ไม่อาจทราบได้ เพราะตอนนี้ผมนับครั้งที่ดูข่าวทีวีได้ด้วยจำนวนนิ้วมือข้างเดียว หมึกกระดาษหนังสือพิมพ์ไม่เคยได้แอ้มมือผมซักครั้งในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่ผมว่าก็คือกรณีการแสดงความคิดเห็นของผู้เล่นของเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งที่เป็นที่รวมของ “นักกฎหมาย” ที่มากที่สุดก็น่าจะว่าได้ ต่อกรณีของ "เขา" ที่ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง เว็บบอร์ดแห่งนั้น แต่ก่อนเคยที่เป็นที่ที่นักกฎหมายมาพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเตรียมสอบเนติบัณฑิต เป็นบอร์ดที่เต็มไปด้วยความรู้และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผมก็เข้าไปเล่นบ่อยๆ โพสก์ตอบบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็น้อยมาก จนกระทั่งวันหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เขา" ถูกแจ้งความด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ประเด็นที่ผมคิดว่าคนที่เป็นนักกฎหมายน่าจะถกเถียงกันได้แก่ การกระทำของ "เขา" เป็นความผิดตามกฎหมายใดหรือไม่ อย่างไร  การไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นการกระทำที่เป็นการหมิ่นพระบรมฯหรือไม่ หรือ ข้อกล่าวอ้างของ “เขา” ที่ว่ากฎหมายที่บังคับให้บุคคลต้องยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นกฎหมายที่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ฟังขึ้นหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาแค่ประเด็นที่หลักๆนะครับยังไม่รวมข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งหากลองไปดูบทสัมภาษณ์ของ “เขา” ที่ประชาไท ก็จะพบว่ามีประเด็นข้อกฎหมายมากมายที่นักกฎหมายน่าจะสนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมกลับพบว่าความคิดเห็นที่ถูกโพสก์ขึ้นมาเกือบทั้งหมด เป็นคำผรุสวาทบ้าง ไล่ให้ไปตายบ้าง ไล่ให้ไปอยู่ประเทศอื่นบ้าง ถ้าเป็นที่อื่น หรือบอร์ดอื่นผมจะไม่ฉงนฉงายแต่ประการใด แต่นี่เป็นบอร์ดที่ “นักกฎหมาย” มารวมกันอยู่แต่กลับไม่มีใครพูดถึง "กฎหมาย" เลย ราวกลับว่าประเทศนี้ไม่มีกฎหมาย ไม่ใช่นิติรัฐ บอร์ดนักกฎหมายกลับกลายเป็นศาลเตี้ยที่พิพากษา “ประหารชีวิต” ให้ “เขา” เสร็จสรรพ โดยไม่แม้แต่จะชายตาดูคำให้การที่ “เขา” พยายามจะพูด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ที่น่าจะตลกร้ายไปกว่านั้น คือผู้ที่แสดงความคิดเห็นคือ ว่าที่ผู้พิพากษา ว่าที่อัยการ ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ประสิทธิประสาทความยุติธรรมให้แก่บ้านนี้ เมืองนี้ ในอนาคต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ซึ่งผมไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าถ้า "เขา" ถูกส่งฟ้องศาลแล้วคำตัดสินจะเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.ขออภัยต่อ “เขา” ที่ผมไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเอ่ยชื่อในบล็อกนี้ได้&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-3231251259673532467?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/3231251259673532467/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=3231251259673532467' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/3231251259673532467'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/3231251259673532467'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2008/05/blog-post.html' title='&quot;เขา&quot;'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-2632620683531071453</id><published>2007-01-24T00:31:00.000+07:00</published><updated>2007-01-24T00:43:24.101+07:00</updated><title type='text'>Blog Tag</title><content type='html'>ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา ผมหยุดเขียนบล็อกไปจนถึงวันนี้ เนื่องจากเกิดความรู้สึกเซ็งประเทศไหแลนด์อย่างบอกไม่ถูก และก็หลบภัยจากบุคคลนิรนามทั้งหลาย ที่อาจโผล่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว ซึ่งผมเป็นคนใจร้อนอาจทำให้เกิดอาการ “น็อตหลุด” ได้ จนมาเห็นบล็อก แท็ค ที่เริ่มระบาดในชุมชนบล็อกเก้อ ซึ่งจริงๆแล้วผมถูก tag แล้วครั้งนึงจากพี่ริน แห่ง Neo-Humansim แต่เนื่องจากบล็อกตอน Tag ของพี่รินแกหายไป ประกอบกับผมยังยุ่งๆอยู่ก็เลยปล่อยให้ผ่านไป คราวนี้คุณติ๊ก สกายวอคเกอร์ให้เกียรติ tag ผม ผมก็เลยถือโอกาสนี้ใช้หนี้ซะเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามกติกานะครับให้เขียนถึงตัวเอง 5 ข้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1          ชื่อที่ผมใช้ในอินเตอร์เน็ต คือธนุส (Tanusz)  มาจากชื่อของพระเอกในตัวละครของ พล.ต.อ. วิศิษฐ       เดชกุญชร เป็นอาชญนิยายหลายภาค เป็นเรื่องขององค์การลับของรัฐบาลไทย ไม่มีชื่อที่เป็นทางการ แต่มีชื่อที่ใช้เรียกกันเองว่า “บราโว่” (ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงเอ็มไอ 6 ของ เจมส์ บอนด์ 007 เพราะผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากเอียน แฟลมมิ่ง คนเขียนเจมส์ บอนด์) ทำหน้าที่ตอบโต้ภัยที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศทุกรูปแบบ โดยไม่เลือกวิธีการใช้ ตัวพระเอกเป็นชายร่างสูงผิวคล้ำ เสียงทุ้มนุ่ม และที่สำคัญเก่งโคตรๆครับ มีทั้งหมด 5 ภาค คือ (1) แม่ลาวเลือด (2) สารวัตรเถื่อน เคยทำเป็นหนังโรง(หรือเปล่าผมไม่แน่ใจเพราะว่าไม่เคยดู) คุณนก ฉัตรชัยเล่นเป็นธนุส (3) หักลิ้นช้าง ตอนนี้เคยทำเป็นละครช่อง 7 พีท ทองเจือ เล่นเป็นธนุส หรือหัวหน้าแดน (4) บ่วงบาศ และล่าสุด (5) ประกาศิตอสูร ตอนล่าสุด เริ่มเรื่องมาบราโว่ถูกยุบไป ส่วนผู้การธนุสแกไปบวช ปล่อยให้ลูกน้องเผชิญชะตากรรมตามลำพัง เรื่องไม่น่าจะมีอะไร แต่สนุกมากๆครับ เสียดายนิดเดียว ที่ผู้การธนุสแก่โผล่มานิดเดียว แถมโผล่มาแบบเป็นพระเลยสนุกสู้ภาคก่อนๆไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งผมเริ่มติดนิยายของคุณวศิษฐ อย่างงอมแงมเอาตอนประมาณ ม. 3 (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ)  จำได้ว่าตอนนั้นช่อง 5 เอานิยายของคุณวิศิษฐ มาสร้างเป็นละคร เรื่องเลือดเข้าตา ที่คุณจักรกฤษณ์ อมรัตน์ เล่นเป็นพระเอก ดูมาเรื่อยจนกระทั่งตอนจบครับ โรงเรียนผมดันมาจัดเข้าค่ายลูกเสือตอนวันนั้นพอดี อดดูตอนจบ ทำเอาผมเซ็งมาก วันจันทร์เลยเดินเข้าห้องสมุดไปยืมมาอ่าน เท่านั้นแหละครับ วางไม่ลงจริงๆ เท่านั้นยังไม่พอมันยังลุกลามไปทำให้ผมติดนิยายทุกเรื่องของแก จนกระทั่งไปติดใจที่สุดคือเรื่องของ ธนุส นิราลัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่านิยายของคุณวศิษฐมีเสน่ห์ตรงที่การเล่าเรื่องที่ไม่น่าเบื่อ การบรรยายอาวุธ,ยุทธวิธีทางทหาร,การบรรยายฉากต่อสู้ ที่เหมือนจริงเอามากๆ ซึ่งถ้าใครว่างๆก็ลองไปหามาอ่านกันดูนะครับ ไม่เฉพาะเรื่องของธนุสเท่านั้นนะครับ พวก ลว.สุดท้าย, สารวัตรใหญ่ (เวโรจน์), เบี้ยล่าง, เลือดเข้าตา, สันติบาล พวกนี้ก็สนุกเหมือนกัน (ผมชอบสารวัตรใหญ่ที่สุดครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2          ส่วนที่มาของชื่อบล็อกตอนแรกกะเดินตามรอยรุ่นพี่ทั้งสองคน คือพี่ ratioscripta กะพี่ etatdedroit เอาชื่อที่มันเป็นวิชาการๆหน่อย แต่คิดไปคิดมาไม่เอาดีกว่า อย่าพึ่งตั้งชื่อให้มันหรูเกินความสามารถ เลยมองซ้ายมองขวา ไปเจอะเอาหนังสือเดอะลอร์ดออฟเดอะริง ชื่อ nazkull  มันเลยผุดขึ้นมาในหัวอย่างทันทีทันใด ถ้าใครดูหนังเดอะ ลอร์ด คงจำไอ้ตัวอัศวินปีศาจที่เป็นลูกน้องของจอมมารเซารอน ภาคแรกขี่ม้า ภาคสองดันอัพเกรดไปขี่ไดโนเสาร์แทนมีทั้งหมด 7 ตัว เห็นเข้าท่าดีและก็ตรงตามคอนเซ็ปท์ ที่ผมวางไว้ตอนจะเขียนบล็อก คือผมไม่ได้กะจะเขียนบล็อกคนเดียวกะชวนเพื่อนพ้องน้องพี่มาร่วมแจม ฉะนั้นชื่อบล็อกต้องไม่ใช่ชื่อผมคนเดียว แต่มีความหมายถึงหลายๆคน แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครโผล่มาร่วมกะผมซักคนเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุหุแค่ชื่อตัวเองกะชื่อบล็อกก็ได้ 2 ข้อแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ผมเป็นคนที่จำหน้าคนไม่ได้เลย แบบว่าถ้ามองหน้าอย่างเดียวแล้วให้บอกชื่อเนี่ยผมจำไม่ได้เลยจริงๆ ถ้าผมไปเล่นเกมทศกัณฑ์ แล้วหน้าแรกไม่ใช่หน้า คุณทักษิณ หรือคุณชวน หลีกภัย นี่ตกรอบแน่นอน ซึ่งในชีวิตประจำวันนอกจากคนที่เจอหน้ากันทุกวัน ผมจะใช้วิธีจำจากท่าทาง ทรงผม เสื้อผ้า ซึ่งขนาดเพื่อนผมเอง เรียนด้วยกันมาเจอกันนอกโรงเรียนบางทีผมยังจำไม่ได้เลยครับเพราะไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน ไม่คุ้น และเมื่อก่อนผมจะเป็นคนที่ทักคนผิดบ่อยมากๆ ก็เนื่องจากจำหน้าคนไม่ได้นี่แหละครับ แต่หลังๆมานี้ไม่ทักผิดแล้ว เพราะไม่กล้าทักใครก่อน กลัวหน้าแตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ผมชอบอ่านการ์ตูนมากๆ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ พออ่านเยอะเข้าก็ชักอยาก เป็นนักเขียนการ์ตูน (ตอนนั้นอยู่ ป.6)ก็ทดลองวาดรูปเล่นกับกระดาษสมุด ซึ่งจริงๆแล้วผมน่าจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีความสามารถทางด้านนี้จริงๆ เพราะลองเทียบรูปที่ตัวเองวาดกับเพื่อนวาดนี่ต่างกันราวสวรรค์กะนรก แต่ผมกลับคิดว่าถ้าฝึกไปเรื่อยๆก็น่าจะเก่งได้ จนกระทั่งวันนึง ผมได้รับเลือกจากครูสอนศิลปะให้วาดรูปลงกระดาษแผ่นใหญ่ เพื่อจะจัดแสดงในงานโรงเรียน (ปกติในชั้นเรียนจะได้วาดแต่กระดาษแผ่นเล็ก) ผมดีใจโคตรๆ ตอนแรกที่อาจารย์แกบอก ผมก็งงๆอยู่ เพราะรูปที่ผมวาดไปส่งไม่ได้มีอะไรที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นรูปวาดที่ดีแม้แต่น้อย ผมเลยคิดว่าอาจารย์คงเห็นอะไรบางอย่างในรูปของผม ก็เลยนึกในใจว่าเราก็มีฝีมือเหมือนกันนี่หว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอวาดเสร็จผมก็เอารูปไปส่งอาจารย์ พออาจารย์แกดูนอกจากแกจะไม่เก็บอาการแล้ว แกยังพูดจาตรงไปครงมาได้ใจผมมากเลย แกพูดว่า“ตอนครูให้เธอวาดรูปเนี่ย ครูเมาป่าววะ” (มี "วะ" จริงๆนะครับไม่ได้เติมเอง)เท่านั้นแหละครับ ผมก็รู้ได้ทันทีว่าประตูสู่เส้นทางชีวิตศิลปิน(ไส้แห้ง)ของผมได้ปิดลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว  นับแต่นั้นผมก็เลยไม่ได้วาดรูปอีกเลยเว้นแต่จำเป็นต้องส่งงานวิชาศิลปะเท่านั้น เหลือไว้ก็แต่ความฝันวัยเด็กแบบขำขำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5 ผมเป็นคนที่ติดบ้านมากๆ ไม่ค่อยอยากไปเที่ยวต่างจังหวัดที่ต้องค้าง รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวสบายใจเท่าไหร่ วันหยุดยาวๆ ที่คนอื่นๆอาจไปเที่ยวต่างจังหวัดแต่ผมขอนอนอยู่บ้านดีกว่า  ขนาดดื่มจนเมามากๆถ้าไม่มีเหตุปัจจัยอะไรผมจะกลับบ้านตลอด เหตุปัจจัยที่ว่าคือเงินค่าแท็กซี่นี่แหละครับ ตอนเรียนมหาลัยบ้านผมอยู่รามอินทรา ค่าแท็กซี่จากร้านเหล้ากลับบ้าน ไม่ต่ำกว่า 150 นักศึกษาอนาถาอย่างผมเลยต้องของพี่งใบบุญจากเพื่อนๆ แต่พอตื่นมาซึ่งผมจะเป็นคนตื่นเช้า ผมก็รีบบึ่ง(รถเมล์)กลับบ้านทันที จนเพื่อนๆหาว่าผมเป็นนินจา ไปไม่ลามาไม่บอก อยู่ๆก็หายตัวไปเลย (ก็แน่หล่ะซิครับขืนผมรอพวกคุณมึงตื่นผมก็คงไม่ต้องกลับบ้าน กว่าจะตื่นกันล่อเข้าไปบ่าย 3 บ่าย 4 ร่ำลาเสร็จก็ได้เวลาตั้งวงใหม่พอดี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนส่งต่อให้ใคร 5 คนนั้น บรรดาคนที่ผมรู้จักหรือแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนที่บล็อกผมก็เขียน Tag กันไปหมดแล้ว เหลืออยู่คนเดียว ซึ่งผมขอ Tag คนนี้คนเดียวเลยนะครับ นั่นคืออ.นิติรัฐนั่นเอง ยังไงก็รบกวน อ.ด้วยนะกรับ อยากอ่านของอ.น่ะกรับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-2632620683531071453?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/2632620683531071453/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=2632620683531071453' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/2632620683531071453'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/2632620683531071453'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2007/01/blog-tag.html' title='Blog Tag'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-115882977774779739</id><published>2006-09-21T15:51:00.000+07:00</published><updated>2006-09-21T16:09:37.780+07:00</updated><title type='text'>ไม่ได้โม้</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;บทละครเรื่องใหม่ล่าสุด&lt;br /&gt;ณ. สถานควบคุมตัวผู้ต้องหาคดีร้ายแรงคดีนึง ประเทศไหแลนด์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ชายร่างใหญ่ สวมหมวกไหมพรม กำลังถูกควบคุมตัวไว้โดยตำรวจ&lt;br /&gt;เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเค้าถูกจับด้วยข้อหาร้ายแรง&lt;br /&gt;เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เค้าถูกกล่าวหาว่าเป็นคนติ่งต๊อง&lt;br /&gt;เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเค้าถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขี้โม้&lt;br /&gt;เมื่อไม่กี่สัปดาห์เค้าถูกนักหนังสือพิมพ์ด่าว่า "ตัวใหญ่แต่ใจมด"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตอนนี้ชายคนนั้นกำลัง&lt;br /&gt;นั่งฟังข่าวเหคุการณ์บ้านเมืองในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา&lt;br /&gt;นั่งหน้าซีด ปากสั่น ตัวลีบ ร่ำร้องในใจว่า "ซวยแล้วกู"&lt;br /&gt;แต่ถึงยังไง ชายคนดังกล่าวก็รู้สึกสะใจเล็กๆ อยากตะโกนบอกใครต่อใครว่า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;"พวกมึงเห็นไม๊ กูไม่ได้โม้ 555"&lt;br /&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ไว้อาลัยแด่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540&lt;br /&gt;ไว้อาลัยแด่ประชาธิปไตย&lt;br /&gt;ไว้อาลัยแด่สิทธิและเสรีภาพ&lt;br /&gt;และไว้อาลัยแด่ประเทศไทย&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-115882977774779739?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/115882977774779739/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=115882977774779739' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/115882977774779739'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/115882977774779739'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2006/09/blog-post.html' title='ไม่ได้โม้'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-115373750919491087</id><published>2006-07-24T17:31:00.000+07:00</published><updated>2006-07-24T17:43:20.956+07:00</updated><title type='text'>นักฟิสิกส์กับนักกฎหมาย</title><content type='html'>ห่างหายไปนานสำหรับบล็อกกับตัวผม สาเหตุใดคงไม่ต้องบอกกล่าวกันเพราะคงรู้กันอยู่แล้ว วันนี้ผมได้รับเมล์ฟอร์เวิร์ดจากเพื่อนรุ่นน้องคนนึง ซึ่งปกติผมขี้เกียจจะอ่านเสมอๆ (ชอบดูรูปมากกว่า หุหุ) ส่วนใหญ่จะลบทิ้ง (เพื่อนๆที่ส่งเมลให้ผมอย่าเพิ่งน้อยใจนะครับ บางเรื่องผมก็อ่านนะครับอย่างเรื่องนี้เป็นต้น) เนื้อความในเมล์ว่ายังงี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ถ้าจำไม่ผิดอ่านมาจากพันทิพ&lt;br /&gt;ข้อสอบฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัย และคำตอบของนักศึกษาคนหนึ่ง โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้จักกันนะครับ ว่าบาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง (อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่นเอง และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก" ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้ และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์ หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่ กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา จับเวลาจนถึงพื้น, ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือถ้าแดดแรงพอ ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์ จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้&lt;br /&gt;ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบตัวตึกแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมองตามเหตุการณ์ในเมล์(ที่ผมสงสัยอยูว่ามันจริงป่าววะ) ที่ได้รับมานักศึกษาคนนี้ออกจะกวนอวัยวะ และขวางโลกอยู่ไม่น้อย (ในเมล์มาเฉลยตอนท้ายว่านักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922*) ก็ข้อสอบเค้าถามในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ ไม่ได้ถามในบริบททั่วไปๆ ผมเลยมาตั้งคำถามต่อในใจ สมมุติว่า ถ้าคำถามเดียวกันนี้ไปถามนักฟิสิกส์ แต่ไม่ได้ถามในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ (ถามทั่วไป) ผม “เดา” เอาว่า หลายๆคนก็คงตอบแบบ “คนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก” ตามนิยามของนักศึกษาผู้นี้ ซึ่งจากเมล์อันนี้ผมเลยได้ข้อสรุปในใจขึ้นมาว่า “ปัญหาบางปัญหาไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยฟิสิกส์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องๆนึงที่เพื่อนผมที่เป็นทนายเคยบ่นให้ฟัง มันบอกว่าทนายมักชอบคิดแบบทนาย นักกฎหมายชอบคิดแบบนักกฎหมาย (โดยเฉพาะพวกที่จบมาใหม่ๆ ยังไม่มีประสบการณ์ ซึ่งเพื่อนผมก็บอกว่าตัวเองก็จัดเป็นทนายเป็นประเภทนี้) คือว่าทนายเวลามีลูกความมาปรึกษาคดีก็ชอบที่จะคิดถึงแต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี “เป็นอย่างแรก” (เน้นว่าเป็นอย่างแรกที่สมองจะนึกออกเวลาทำงาน ซึ่งอันนี้เน้นโดยเพื่อนคนที่เล่าให้ฟัง) แล้วก็จะละเลยประเด็นอื่นๆ หรือความเป็นไปได้อื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้กฎหมาย เช่นถ้าลูกความมาปรึกษาเรื่องทะเลาะกับสามีที่บ้าน ก็มักจะคิดถึงแต่เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย หรือถ้าลูกความมาปรึกษาเรื่องไม่มีเงินจ่ายหนี้ ก็จะคิดถึงเหตุที่หลบเลี่ยงให้ลูกความไม่ต้องจ่ายเงิน หรือมีเรื่องทะเลาะกับข้างบ้าน หัวสมองก็เริ่มคิดเรื่องละเมิด เรื่องค่าเสียหายที่จะฟ้องร้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนคงสงสัยว่าแล้วมันแปลกตรงไหน ก็ทนายมีหน้าที่ในการแก้ปัญหาตรงนี้นี่ ซึ่งผมก็ไม่เถียงว่าทนายมีหน้าที่ตรงนี้จริง แต่บางทีเราอาจจะลืมไปว่า ปัญหาทุกปัญหาไม่ต้องใช้กฎหมายแก้ก็ได้ ไม่ต้องถึงโรงถึงศาลก็ได้ หรือบางปัญหาไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเลยก็อย่าพยายามลากเอากฎหมายเข้าไปเกี่ยวข้อง หากเอาตามกรณีที่ยกตัวอย่างมา เช่น ลูกความมาปรึกษาเรื่องทะเลาะกับสามีทีบ้าน ก็อาจจะให้คำปรึกษาที่ดีไปซะก่อน หรือ เรื่องลูกความไม่มีเงินจ่ายหนี้ ก็อาจเป็นคนกลางเจรจาประนอมหนี้ หรือเรื่องลูกความทะเลาะกับคนข้างบ้าน แทนที่จะตั้งเรื่องฟ้องท่าเดียว ก็อาจเป็นคนกลางในการเจรจากับคนข้างบ้านให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเพื่อนผมลงความเห็นสรุปว่าเพราะ “เรียนกฎหมายมาความคิดเลยแคบ อยู่แต่ในตัวบทกฎหมาย” ตอนแรกที่ผมฟังเพื่อนผมเล่าก็ไม่จะคล้อยตามเท่าไหร่ นั่งถกกันอยู่ครึ่งคืน แต่ตอนนี้ ผมชักจะเริ่มเห็นด้วยกับมันแล้วล่ะครับ โดยดูจากปัญหาทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ ดูวิธีการแก้ปัญหาของนักกฎหมายหลายๆ สำนักที่เสนอให้แก้กฎหมายฉบับนั้น กฎหมายฉบับนี้ แก้รัฐธรรมนูญบ้างล่ะ ต้องใช้มาตรา 7 บ้างล่ะ คงลืมนึกไปว่าปัญหาบางปัญหาไม่จำเป็นแก้ได้ด้วยกฎหมายนะกรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.กรุณาอย่าถามต่อนะครับว่าแล้วควรทำยังไง เพราะผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน หุหุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* อันนี้ผมสงสัยเองว่า ปี 1922 มีรางวัลโนเบลแล้วหรือ ใครทราบรบกวนช่วยบอกหน่อยครับ ขอบคุณครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-115373750919491087?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/115373750919491087/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=115373750919491087' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/115373750919491087'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/115373750919491087'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2006/07/blog-post.html' title='นักฟิสิกส์กับนักกฎหมาย'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-115017688848671084</id><published>2006-06-13T12:09:00.000+07:00</published><updated>2006-06-13T12:40:37.156+07:00</updated><title type='text'>Dreams</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;ช่วงนี้กำลังเผชิญกับวิกฤตการศึกษาอีกครั้ง รู้สึกหดหู่ เลยมาเปลี่ยนเพลงให้ฟังดูมีกำลังใจหน่อย เป็นเพลงของ เอ็ดดี้ แวน ฮาเลน ฟังแล้วรู้สึกมีกำลังจะลุกขึ้นสู้ชีวิตดีครับ โดยเฉพาะเสียงร้องนำของ Sammy Hagar เสียงสูงได้ใจเข้ากับอารมณ์ของเพลงเป็นอย่างดี ลองหลับตาแล้วร้องตาม(ให้ถูกคีย์นะครับ)แล้วจะรู้สึกว่าตัวเองลอยได้&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Dream/Van halen&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;World turns black and white&lt;br /&gt;Pictures in an empty room&lt;br /&gt;Your love starts fallin' down&lt;br /&gt;Better change your tune&lt;br /&gt;Yeah, you reach for the golden ring&lt;br /&gt;Reach for the sky&lt;br /&gt;Baby, just spread your wings&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;We'll get higher and higher&lt;br /&gt;Straight up we'll climb&lt;br /&gt;We'll get higher and higher&lt;br /&gt;Leave it all behind&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Run, run, run away&lt;br /&gt;Like a train runnin' off the track&lt;br /&gt;Got the truth bein' left behind&lt;br /&gt;Falls between the cracks&lt;br /&gt;Standin' on broken dreams&lt;br /&gt;Never losin' sight, ah&lt;br /&gt;Well just spread your wings&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;We'll get higher and higher&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Straight up we'll climb&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;We'll get higher and higher&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Leave it all behind&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;So baby dry your eyes&lt;br /&gt;Save all the tears you've cried&lt;br /&gt;Oh, that's what dreams are made of&lt;br /&gt;'Cause we belong&lt;br /&gt;in a world that must be strong&lt;br /&gt;Oh, that's what dreams are made of&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Yeah, we'll get higher and higher&lt;br /&gt;Straight up we'll climb&lt;br /&gt;Higher and higher&lt;br /&gt;Leave it all behind&lt;br /&gt;Oh, we'll get higher and higher&lt;br /&gt;Who knows what we'll find?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;So baby dry your eyes&lt;br /&gt;Save all the tears you've cried&lt;br /&gt;Oh, that's what dreams are made of&lt;br /&gt;Oh baby, we belong&lt;br /&gt;in a world that must be strong&lt;br /&gt;Oh, that's what dreams are made of&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;And in the end on dreams we will depend&lt;br /&gt;'Cause that's what love is made of&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-115017688848671084?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/115017688848671084/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=115017688848671084' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/115017688848671084'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/115017688848671084'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2006/06/dreams.html' title='Dreams'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-114827708552727029</id><published>2006-05-22T12:39:00.000+07:00</published><updated>2006-05-22T13:17:31.790+07:00</updated><title type='text'>ของเล่นใหม่</title><content type='html'>หลังจากใช้ความพยายามอยู่หลายเดือน ในที่สุดผมก็เอาเพลงลงบล็อกเป็นจนได้ หลายคนอาจสงสัยว่ามันยากตรงไหน สำหรับคนอื่นอาจจะไม่ แต่สำหรับคนโลว์-เทคโนโลยีอย่างผมนี่เลือดตาแทบกระเด็น ยังไงก็เชิญนะครับ คลิ๊กที่ด้านขวามือ เพลงที่เอามาให้ฟังเป็นเพลงโปรดของผมเพลงนึงในอัลบั้มล่าสุดของ บอง โจวี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;dirty little secret&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;I light a candle&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;In the garden of love&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;To blind the angels&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Looking down from above&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;I want, I need The fruit of your VINE&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;It tastes so bitter sweet&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Cause I know it's not mine&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;I want to go inside&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;*Hit the lights&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;And I'll come crawling to your window, tonight&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Come on and send the sign&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;I'll be your dirty little secret and you'll be mine&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;You got me knock knock knocking at your door&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;And I'll be coming back for more&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;We made a promise and we keep it&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Our dirty little secret&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;We act like strangers&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;When you're holding his hand&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Cause there's a danger&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;That we both understand&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;We run like thiefs&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Through the temple of sin&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Till we fall on our knees then you go back to him&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;I want to feel alive&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;(*,*)&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-114827708552727029?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/114827708552727029/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=114827708552727029' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/114827708552727029'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/114827708552727029'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2006/05/blog-post.html' title='ของเล่นใหม่'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-114606715226719414</id><published>2006-04-26T22:37:00.000+07:00</published><updated>2006-04-26T22:59:12.320+07:00</updated><title type='text'>Stand up if you love Shearer</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7564/1321/1600/alkee.1.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7564/1321/1600/bolton2.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7564/1321/320/bolton2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7564/1321/320/decade.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;Stand up if you love Shearer เสียงตะโกนพร้อมกับการลุกขึ้นยืนปรบมือ (Standing ovation) ของคนกว่าครึ่งแสน เพื่อเป็นเกียรติแก่ยอดกัปตันทีม “อลัน เชียร์เรอร์” ผู้กำลังจะเป็นอดีตตำนานอันยิ่งใหญ่ของสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิล ดังกระหึ่มในสนามเซ็นต์ เจมส์ ปาร์ค เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์อะไรบางอย่างของยอดดาวยิงผู้นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนกลับไปประมาณ 30 ปีก่อน ด.ช.เชียร์เรอร์ ก็เป็นเหมือนเด็กชายชาวอังกฤษทั่วไป ที่ติดสอยห้อยตามครอบครัวโไปเชียร์ทีมฟุตบอลประจำเมือง หรือทีมที่ครอบครัวชื่นชอบ แน่นอนครับ ด.ช.เชียร์เรอร์ เป็นชาวเมืองนิวคาสเซิล จึงเป็นแฟนบอลของทีมประจำเมืองไปโดยปริยาย เมื่อได้ดูแล้วก็เกิดความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ใส่เสื้อลายบาร์โค้ด(ขาว-ดำ) ลงเตะในสนามเซ็นต์ เจมส์ ปาร์ค มีแฟนบอลส่งเสียงเชียร์ เหมือนกับเควิน คีแกน ฮีโร่ของเค้า &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อความฝันแล้ว ด.ช.เชียร์เรอร์ ก็ไม่รอช้ามุ่งมั่นซุ่มซ้อมอย่างหนักเพื่อที่จะให้ได้เป็นนักเตะอาชีพ แต่แล้วความฝันของเชียร์เรอร์ก็ถูกทดสอบเป็นครั้งแรก เมื่อเชียร์เรอร์ถูกปฏิเสธไม่ให้เป็นนักเตะฝึกหัดของสโมสรที่มุ่งหวัง ไม่รู้ว่าโชคชะตากลั่นแกล้ง หรือเป็นความผิดพลาดที่น่า “เขกกะโหลก” ของเหล่าสตาฟโค้ชผู้คัดเลือก เชียร์เรอร์มีทางให้เลือกไม่มากนัก แต่ด้วยความมุ่งมั่น หนุ่มน้อยอายุเพียง 15 ปี อย่างเชียร์เรอร์เก็บข้าวเก็บของ เดินทางออกจากบ้านเกิดอันเป็นที่รักยิ่งลงใต้เพื่อไปเป็นนักเตะฝึกหัดของสโมสรเซาท์แธมป์ตันที่อยู่ห่างจากนิวคาสเซิลประมาณ 300 ไมล์ (เทียบกับบ้านเราก็ประมาณจากหนองคายลงสงขลา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เซาท์แธมป์ตัน เชียร์เรอร์ได้เริ่มตำนานบทที่หนึ่ง ตั้งแต่อายุ 17 ปี 8 เดือน โดยการยิงแฮตทริก(1 นัด 3 ประตู)ใส่ทีมอาร์เซนอล ด้วยอายุที่น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ทำลายสถิตของจิมมี่ กรีฟฟ์ ที่อยู่ยงคงกระพันมานานถึง 30 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชียร์เรอร์อยู่ที่เซาท์แธมป์ตันเป็นเวลา 6 ปี ก็ต้องมีอันชีพจรลงเท้าอีกครั้ง เมื่อได้รับข้อเสนอขอซื้อตัวจากทีม แบล็กเบิร์น โรเวอร์ ที่มีอดีตตำนาน หมายเลข 7 แห่งทีมลิเวอร์พูล เคนนี่ ดัลกลิช เป็นผู้จัดการทีม และทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มี เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน เป็นกุนซือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชียร์เรอร์ปฏิเสธท่านเซอร์อเล็กซ์ เป็นครั้งแรก และย้ายไปอยู่กับแบล็กเบิร์น ด้วยค่าตัว 3.6 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าแพงมากในสมัยนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตัดสินใจของเชียร์เรอร์น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยเพราะแมนยูในขณะนั้นเพิ่งได้รองแชมป์ลีก ศักยภาพของทีมค่อนข้างจะลงตัว ซึ่งหากเชียร์เรอร์ย้ายไป จะได้จับคู่กับเอริก คันโตน่า ยอดนักเตะชาวฝรั่งเศสที่ท่านเซอร์เพิ่งซื้อมา หากเล่นคู่กันจะเป็นคู่หูในฝันคู่นึงเลยทีเดียว เทียบกับแบล็กเบิร์นที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาอยูบนลีกสูงสุดได้ไม่นาน มีเพียงเม็ดเงินจากประธานสโมสรผู้ล่วงลับ แจ็ก วอล์กเกอร์ ที่ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างแมนยู แต่เชียร์เรอร์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเค้าตัดสินใจไม่ผิด 3 ฤดูกาลต่อมา เชียร์เรอร์ยิงได้ 31 ประตู จากการลงสนาม 40 นัด นำทีมแบล็กเบิร์นเฉือนชนะแมนยูแค่เส้นยาแดง คว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพไปครอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ใครจะรู้ว่านี่คือแชมป์แรกและแชมป์เดียวของเชียร์เรอร์ในชีวิตการค้าแข้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 1996 ความฝันของเชียร์เรอร์ก็ถูกทดสอบอีกครั้ง เมื่อได้รับข้อเสนอขอซื้อตัวจากเซอร์อเล็กซ์ แห่งแมนยูเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งทีมแมนยูพึ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพมา 2 สมัยซ้อน หากครั้งนี้เชียร์เรอร์ตัดสินใจไปอยู่กับทีมแมนยู การจะได้เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทองลำบากแค่ยกขา เพราะขณะนั้นแมนยูเข้าขั้นเป็นยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ และกำลังใส่เกียร์เดินหน้าเพื่อมุ่งสู่แชมป์ยุโรป แต่ในขณะเดียวกัน ทีมนิวคาสเซิล ที่เป็นทีมบ้านเกิดและเป็นทีมที่เชียร์เรอร์รักก็ได้ยื่นข้อเสนอ ขอซื้อตัวมาด้วยราคาที่แพงที่สุดในโลกในสมัยนั้น 15 ล้านปอนด์ การตัดสินใจครั้งนี้หากเป็นคนอื่นคงไม่ง่ายนัก ที่จะเลือกทำตามความฝันแต่อนาคตยังคลุมเคลือ กับเลือกอนาคตที่สดใสโดยละทิ้งความฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ใครคนนั้นเป็นอลัน เชียร์เรอร์ ผู้วิ่งไล่ตามความฝัน เค้าเลือกที่จะทำตามความฝัน โดยปฏิเสธท่านเซอร์อเล็กซ์เป็นครั้งที่สอง เซ็นสัญญาร่วมงานกับเควิน คีแกน ฮีโร่สมัยเด็กที่เป็นผู้จัดการทีมอยู่ ย้ายมาอยู่กับทีมรัก ใส่เสื้อลายทางขาว-ดำ ลงเตะในสนามเซ็นต์เจมส์ ปาร์ค ฟังเสียงแฟนบอลตะโกนเรียกชื่อเพื่อเชียร์เค้า เป็นฝันที่เป็นจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10 ปีต่อมา กับทีมนิวคาสเซิล เชียร์เรอร์ไม่มีแชมป์ประดับเกียรติประวัติเพิ่มเติมใดๆแม้แต่ใบเดียว ไม่ว่าจะใบเล็กใบใหญ่ ทำได้ดีที่สุดเพียงรองแชมป์ นำมาซึ่งการตั้งคำถามว่าเชียร์เรอร์คิดผิดหรือไม่ เพราะหากตอนนั้นเชียร์เรอร์เลือกแมนยู จะได้แชมป์ทุกแชมป์ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพ เอฟเอคัพ ลีกคัพ หรือแม้แต่ถ้วยใบใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่างยูโรเปี้ยนคัพ เชียร์เรอร์มีเพียงสถิติและตำแหน่งส่วนตัวเป็นของปลอบใจ อาทิ เป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลลของพรีเมียร์ชิพ, ได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของอังกฤษ 2 สมัย, ทำลายสถิติการยิงประตูสูงสุดของทีมนิวคาสเซิล, เป็นดาวซัลโวในฟุตบอลยูโร 96 ในนามทีมชาติอังกฤษ, เป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษและเป็นกัปตันสโมสรนิวคาสเซิล ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมองด้วยสายตาของบุคคลภายนอก 10 ปีนี้ เป็น 10 ปีที่ว่างเปล่าของเชียร์เรอร์อย่างแท้จริง แต่ชาวจอร์ดี้(ชาวเมืองนิวคาสเซิล)ไม่คิดอย่างนั้น เชียร์เรอร์ได้ให้อะไรกับทีมนิวคาสเซิลมากกว่าตำแหน่งแชมป์ โดยเฉพาะการเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็กๆในเมือง ความเป็นสุภาพบุรุษ เชียร์เรอร์ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในเรื่องความประพฤติทั้งในและนอกสนาม ความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำหน้าที่นักเตะและกัปตันทีม การอุทิศตนเพื่อประโยชน์สาธารณะ สิ่งเหล่านี้เชียร์เรอร์ไม่เคยขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามีคนถามผมว่าเชียร์เรอร์ประสบความสำเร็จในการค้าแข้งกับนิวคาสเซิลหรือไม่ หากคำว่า “ประสบความสำเร็จ” นั้นประเมินจากจำนวนแชมป์ที่เชียร์เรอร์ทำได้กับทีม ผมจะตอบว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากคำว่า “ประสบความสำเร็จ” นั้นประเมินจากการได้รับการยกย่องจากแฟนบอล และบุคคลทั่วไป (โทนี แบลร์ นายกฯอังกฤษ ก็ยกย่องด้วยนะครับ) ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพทั้งในและนอกสนาม ประเมินจากคนที่มีความฝัน และทำได้อย่างที่ฝันไว้ รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ ที่กล้าที่จะขว้างทิ้ง อนาคตอันสดใสเพื่อเดินตามความฝันของตัวเอง ผมว่าเชียร์เรอร์นี่แหละครับ แชมป์ตัวจริงเสียงจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;Stand up if you love shearer&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-114606715226719414?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/114606715226719414/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=114606715226719414' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/114606715226719414'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/114606715226719414'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2006/04/stand-up-if-you-love-shearer.html' title='Stand up if you love Shearer'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-114444234820816532</id><published>2006-04-08T03:35:00.000+07:00</published><updated>2006-04-08T03:39:08.226+07:00</updated><title type='text'>ดื้อแพ่ง</title><content type='html'>หลายคนคงจำหนังเรื่องหนึ่งเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนที่สร้างจากนิทาน (หรือนิยาย)ของอังกฤษ ที่พระเอกเป็นโจรที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน อย่างโรบินฮู้ดได้  ในหนังเรื่องนี่สร้างให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโรบินฮู้ดมิได้ปรารถนาจะเป็นโจร   ตัวโรบิ้นฮู้ดเองก็ไม่ได้เป็นโจรโดยกำเนิด และก็ไม่ได้มีสันดานโจรแทรกซึมอยู่ในสายเลือด  แต่ที่มาเป็นโจรเพราะถูกอำนาจรัฐรังแก บังคับ ข่มเหงอย่างไม่มีทางสู้  ดังนั้นเมื่อเป็นคนดีในสังคมก็ไม่ได้ ก็ไม่เป็นโจรซะให้รู้แล้วรู้รอดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากใช้แนวความคิดที่ว่าเมื่อรัฐไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่ตนเองได้แล้ว  คนๆนั้นจะปฏิบัติตัวอย่างไร  จะให้ทนทนไปจากการกระทำของอำนาจรัฐ โดยคิดซะว่าเป็นกรรมเก่าที่เคยทำมาในชาติที่แล้ว  หรือว่าช่างมันถือว่าอโหสิ แล้วก็แล้วกันไปหรือ  แน่นอนครับบางคนทำได้  แต่บางคนทำไม่ได้ ไอ้คนที่ทำไม่ได้ หากไม่ได้ตัดสินใจเป็นอาชญากรอาชีพ  ก็คงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับความไม่ชอบธรรมของอำนาจรัฐที่กระทำต่อตนเอง  หากโรบินฮู้ดเกิดช้ากว่านี้ซัก 200-300 ปี  คงไม่เลือกที่จะไปเป็นโจรอยู่ในป่าเชอร์วู๊ดเป็นแน่  เพราะมีทฤษฎีใหม่ที่เกิดขึ้นมาเพื่อใช้ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงแล้วผมออกจะงงงงอยู่กับคำว่า “อารยะขัดขืน” อยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะโดยถ้อยคำดูสวยหรู  แต่ไม่สื่อให้เห็นถึงความนัยของมัน  ซ้ำร้ายจะถูกมองอย่างมีอคติว่า  การขัดขืนอย่างมีอารยะหมายถึง  การขัดขืนที่ฝรั่งผู้ดีตีนแดงเค้าใช้กัน  แล้วไอ้คนอย่างผมที่ยังไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่ว่าตัวเองมีอารยะกะเค้าหรือเปล่าจะขัดขืนอย่างนั้นบ้างได้ไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากเรียกชื่อเดิมของมันก่อนที่จะถูกตั้งชื่อใหม่ว่า “ดื้อแพ่ง” หลายคนคงถึงบางอ้อได้ในทันที  ดื้นแพ่งเป็นคำจากไหนผมไม่รู้  แต่ผมเดาว่าคงแปลมาจากภาษาอังกฤษที่ว่า  “civil (แพ่ง) disobedience (ดื้อ)”  รู้แต่ว่าเป็นคำที่ได้ยินตั้งแต่เด็กๆ  เป็นคำที่บรรดา ครูบาอาจารย์ หรือพ่อแม่ผู้ปกครองใช้ตำหนิติเตียนลูกศิษย์ลูกหา หรือลูกตัวเองในกรณีที่ เด็กๆไม่ยอมทำตามคำสั่งที่ท่านเหล่านั้นให้ไว้  ซึ่งผมขอใช้คำว่า “ดื้อแพ่ง” ในบล็อกตอนนี้นะครับเพราะไม่ค่อยชินกะไอ้การขัดขืนอย่างมีอารยะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามตำราฝรั่งเค้าบอกว่า ดื้อแพ่ง คือการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างสันติวิธี เป็นการกระทำในเชิงศีลธรรม เป็นการประท้วงหรือคัดค้านคำสั่ง กฎหมายของผู้ปกครองที่อยุติธรรม หรือเป็นการต่อต้านการกระทำของรัฐบาลที่ประชาชนเห็นว่าไม่ถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดื้อแพ่งจึงเป็นการที่การ “จงใจ” กระทำที่ผิดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน  แต่จงใจเพื่อประท้วงการกระทำของอำนาจรัฐ  หรือประท้วงกฎหมายที่ไม่มีความชอบธรรม  โดยอ้างอำนาจ หรือมโนธรรมที่อยู่เหนือกว่ากฎหมายมาเป็นข้อโต้แย้ง  หากอธิบายตามหลักนิติปรัญชา  สำนักกฎหมายธรรมชาติ ก็จะได้ว่ากฎหมายย่อมมีลำดับศักดิ์ต่างกัน  กฎหมายที่ลำดับศักดิ์ต่ำกว่าย่อมไม่อาจขัดแย้งกับกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่า  กฎหมายบ้านเมืองแม้ได้ออกมาโดยอาศัยอำนาจของผู้ปกครองสูงสุด  ก็ไม่อาจขัดกับกฎธรรมชาติที่มีลำดับศักดิ์สูงที่สุดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวความคิดเรื่องดื้อแพ่งนี้  ออกจะขัดกับมโนสำนึกที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของประชาชนทั่วไปที่ว่าบุคคลมีหน้าที่ต้องปฎิบัติตามกฎหมาย  ดูเผินๆอาจเหมือนกับอาชญากร หรือพวกโจรผู้ร้ายที่กระทำผิดกฎหมายเพื่อให้เกิดผลร้ายแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์  แต่ผู้ดื้อแพ่งหาได้คิดเช่นเดียวกับโจรไม่  ผู้ดื้อแพ่งยังคงเคารพกระบวนการยุติธรรมทางศาล  การจงใจทำผิดกฎหมายมิได้เกิดขึ้นเพื่อเจตนาทำให้เสื่อมเสียหายแก่สิทธิของผู้บริสุทธิ์  หากแต่ต้องการนำประเด็นความไม่ชอบธรรมของอำนาจรัฐขึ้นมาให้สาธารณะขบคิดถึงผลเสียหายที่มากกว่าการเสียหายแบบธรรมดา  ดังนั้นผู้ดื้อแพ่งทุกคนจะรอคอยการพิจารณาของศาลอย่างใจจดใจจ่อ  เพื่อที่จะได้นำเสนอประเด็นอธิบายให้สาธารณะเข้าใจ  หากมีคำตัดสินอย่างไรก็ต้องยอมรับโทษตามการกระทำความผิดของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดื้อแพ่งนั้นมีส่วนที่ใกล้เคียงกับการก่อการร้ายตรงที่ปฏิเสธอำนาจรัฐที่ตนเห็นว่าไม่ชอบธรรม  หากแต่การดื้อแพ่งนั้นเลือกใช้สันติวิธี  แทนการวางระเบิด หรือลอบยิงประชานผู้บริสุทธิ์  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการดื้อแพ่งมักจะทำร้ายเพียงแค่สิทธิของตัวเองเท่านั้น  หรืออย่างมากแค่จัดการชุมนุมรบกวนสิทธิในการสัญจรไปมาของบุคคลอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บล็อกตอนนี้มิได้เกิดขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าการกระทำของอาจารย์จุฬาฯที่ฉีกบัตรเลือกตั้งนั้นถูกหรือผิด  เพียงแต่อยากเห็นกระบวนการของการใช้สิทธิในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่พบเห็นในระบบกฎหมายประเทศไทย  หากศาลตัดสินว่าการฉีกบัตรเลือกตั้งดัวกล่าวเป็นความผิด  ก็คงต้องยอมรับ  แต่ผมอยากเห็นกระบวนการใช้สิทธิทางศาล  เพื่อสร้างบรรทัดฐานของการดื้อแพ่ง  อันเป็นสิทธิอย่างนึงในระบบประชาธิปไตยทางตรง  อย่างน้อยที่สุดผมอยากเห็นคำพิพากษาที่พิจารณาในส่วนของการใช้สิทธิ  เช่น สิทธิที่เป็นฐานของการกระทำดื้อแพ่งมีหรือไม่ตามระบบกฎหมายไทย  วิธีการใช้สิทธิที่ถูกต้องที่ศาลยอมรับได้ หรือขอบเขตของการใช้สิทธิ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การชุมนุมของบรรดาพันธมิตรได้เปิดมิติใหม่ทางการเมืองอันเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชน  ซึ่งผมเห็นว่าหากจะเรียกร้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนั้น  นอกจากการติดอาวุธทางปัญญาแล้ว  สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการติดอาวุธทางกฎหมายกรับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-114444234820816532?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/114444234820816532/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=114444234820816532' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/114444234820816532'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/114444234820816532'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2006/04/blog-post.html' title='ดื้อแพ่ง'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-114297402824317309</id><published>2006-03-22T03:32:00.000+07:00</published><updated>2006-03-22T03:52:58.960+07:00</updated><title type='text'>บ่นการเมือง(แก้นอนไม่หลับ)</title><content type='html'>ช่วงนี้หายหน้าหายตาไปจากวงการบล็อกเกอร์ก็เนื่องมาจาก(ข้ออ้างหลักคือ) ติดภารกิจการศึกษา แต่ความจริงเกิดจากอาการป่วยของโรคขี้ขึ้นสมอง อันได้แก่ ขี้เกียจ กับขี้กลัว ไอ้เรื่องขี้เกียจนี่สงสัยเป็นโรคที่รักษายังไงก็คงไม่หาย นี่ถ้าคำพังเพยของไทยเราเป็นจริงที่ว่า “ขี้เกียจตัวเป็นขน” สงสัยว่าผมคงเป็นมนุษย์ที่มีขนเยอะที่สุดคนนึงของโลกเลยทีเดียว (ฮา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนขี้กลัวเกิดจาก กลัวว่าเขียนแล้วจะมีคนเข้ามาด่า หรือเขียนแล้วซ้ำกับของคนอื่นกลายเป็นฟังขี้ปากเค้ามาพูด หรือเขียนแล้วคนอ่าน อ่านไม่รู้เรื่อง เลยไม่ได้ลงมือเขียนตอนใหม่ขึ้นมา ทั้งๆที่คิดอยากจะเขียนเกี่ยวกับการเมืองที่ร้อนระอุอยู่ในปัจจุบัน บล็อกตอนที่ท่านอ่านอยู่นี้  เกิดขึ้นมาไม่ใช่เพราะผมชนะความกลัวหรอกครับแต่เพราะนอนไม่หลับเลยลุกขึ้นมาหาอะไรทำ ซึ่งออกตัวก่อนว่าตัวผมเอง ความรู้ก็ไม่ได้มีมากมายอะไร แค่อยากจะแสดงความคิดเห็นบ้างก็เท่านั้น ถ้าใครไม่เห็นด้วยก็บอกกล่าวกันได้ครับ แต่อย่าถึงกับด่าทอกันเลยนะครับ เราคนไทยต้องไม่เครียดครับ (ฮา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-1-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนกลับไปวันที่คุณทักษิณประกาศยุบสภา วันนั้นผมได้มีโอกาสที่จะเข้าชื่อตรวจสอบคุณทักษิณ เรื่องจริยธรรมผู้นำ ในกรณีการขายหุ้นชินคอร์ป และตรวจสอบจริยธรรมบรรดาเนติบริกรทั้งหลาย แต่ผมก็ได้ปฏิเสธไปทั้งสองรายการ โดยรายการแรก ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมไม่เห็นว่าการไม่เสียภาษีจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมตรงไหน จริงๆ ถ้าจะตรวจสอบถึงความไม่ชอบมาพากลในการขายหุ้นชินคอร์ปของครอบครัวคุณทักษิณ ผมว่าไม่น่าจะชูประเด็นภาษีมาเป็นประเด็นหลัก ประเด็นหลักน่าจะเป็นเรื่องกิจการที่ชินคอร์ปดำเนินการอยู่คือกิจการที่เป็นสัมปทานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม หรือดาวเทียม หรือโทรทัศน์ ซึ่งในอดีตถือว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศที่ รัฐจะต้องเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเองทั้งสิ้น แต่กิจการเหล่านี้กลับตกอยู่ในมือของนิติบุคคลไทยที่ถูกครอบงำโดยบุคคลต่างด้าว เรืองความมั่งคงต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน จึงควรจะมีการทบทวนในเรื่องพวกนี้ให้เร็วที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับกรณีของเนติบริกร อันได้แก่ คุณวิษณุ คุณบวรศักดิ์ ผมเลือกที่จะไม่เข้าชื่อตรวจสอบจริยธรรม เพราะผมมองว่าการลงชื่อดังกล่าวเป็นลักษณะของการประจาน หรือด่าทอ ประชดประชันกันมากกว่าที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ โดยตัวผมมองว่าทั้งสองคนยังมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพียงแต่ตอนนี้หลงผิดฝ่ายไปหน่อย ถ้ากลับตัวกลับใจสังคมคงจะให้อภัย (หรือเปล่า??) สำหรับ อ.บวรศักดิ์ ผมอยากให้แกกลับมาเขียนหนังสือกฎหมายมหาชนต่อให้จบ (ค้างอยู่ 2 เล่ม) หนังสือกฎหมายมหาชนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำรากฎหมายมหาชนภาษาไทยที่ดีที่สุดเท่าที่เมืองไทยเคยมี ส่วน อ.วิษณุ ด้วยบุคลิกภาพ ความมั่นใจในตัวเองสูงประกอบกับความรู้และ หลักการที่อัดแน่นอยู่ในตัว น่าจะกลับมาเป็นอ. สอนหนังสือเหมือนเดิม ( ผมเดาว่า อ.แกน่าจะสอนหนังสือสนุกนะ) หรือไม่ก็ไปเปิดร้านอาหารครัว ครม. ตามชื่อหนังสือ ก็น่าจะเข้าท่ากว่าเป็นเนติบริกรเป็นไหนๆ (ท่านว่าจริงมะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-2-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีการยุบสภาของคุณทักษิณ ผมเห็นด้วยที่คุณทักษิณเลือกทางนี้ เพื่อที่จะหนีการกดดันจากกลุ่มพันธมิตร(ที่ไม่ใช่ทีมพากษ์หนัง)ให้ลาออก แต่ไม่ใช่เพราะว่าจะให้ประชาชนตัดสินความชอบธรรมในตำแหน่งนายกนะครับ เพราะการเลือกตั้งของประชาชนไม่ใช่ศาลที่จะตัดสินความผิดจากการกระทำของคุณทักษิณได้ แต่เนื่องจากผมเกรงว่าถ้าคุณทักษิณลาออกจากนายกในตอนนั้นจริง กระบวนการทางกฎหมายต้องมีการเลือกนายกฯ ขึ้นมาใหม่ ตรงนี้แหละครับ ผมคิดว่าคุณทักษิณจะต้องดันร่างทรงขึ้นมาเป็นนายกฯ บังหน้า โดยตัวเองเชิดหุ่นอยู่ข้างหลัง ซึ่งถ้าให้ผมสมมุติตัวเองเป็นคุณทักษิณในการเลือกนายกฯหุ่นกระบอกมาซักคน คนๆนั้นต้องมีคุณสมบัติสั่งการได้ ไว้ใจได้ จงรักภักดี ทำงานเร็ว ฉับไว ใจกล้า (หน้าด้าน??) โดยคนที่เป็นแคนดิเดทในตำแหน่งนี้ (ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็น สส.บ้างนะครับ) ก็คือ 1. เนวิน 2. วัฒนา 3. สุรนันท์ 4. ยงยุทธ แล้วเราๆ ท่านๆ จะได้หัวเราะร่า น้ำตาริน กับนายกคนใหม่อย่างแน่นอน (ฮา แบบ ฮือๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-3-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอยุบสภาแล้ว ผมก็คิดว่าคราวนี้ไทยรักไทยต้องได้จำนวน สส. น้อยกว่าคราวที่แล้วอย่างมาก โดยเฉพาะใน กทม. และถ้าหากฝ่ายค้าน 3 พรรค อั้วกัน โดยไม่ส่งผู้สมัครตัดคะแนนกันเอง ซึ่งได้ยินข่าวแว่วมาว่า ในการเลือกตั้งคราวที่แล้ว มีเขตการเลือกตั้งที่คะแนนของประชาธิปัตย์ รวมกับพรรคมหาชน หรือชาติไทย มากกว่าคะแนนของไทยรักไทย แต่ไทยรักไทยได้เป็น สส.ไป เพราะคะแนนมันกระจายกัน ประมาณ 80 เขต ถ้ารวมกับของเก่า 124 สส. โอกาสที่จำนวนสส.ของฝ่ายค้านจะถึง 200 ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ซึ่งถ้าได้จำนวนมากก็ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และจะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ให้ไทยรักไทยมามีอิทธิพลได้มากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้วผมก็ต้องสะดุ้งตื่น เมื่อพรรคฝ่ายค้านรวมตัวกันฮั้วจริงๆ ครับ แต่ดันฮั้วบอยคอต ไม่ส่งคนลงเลือกตั้ง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังมีอะไรมากกว่านั้น ลำพังแค่การบอกว่าการยุบสภาไม่ชอบดัวยหลักการ หรือไม่อยากจะมีส่วนร่วมในการสร้างความชอบธรรมให้คุณทักษิณด้วยการลงแข่งขันเลือกตั้ง ผมว่ายังไม่เพียงพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือจะอ้างว่าคุณทักษิณไม่ยอมลงสัตยาบันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปการเมืองตามที่ฝ่ายค้านเสนอ ก็ไม่เพียงพอ เพราะตอนหลังคุณทักษิณก็ยอมลงสัญญาประชาคมไว้ แม้จะต่างกันในถ้อยคำ แต่โดยนัยเหมือนกัน (ไม่มีผลบังคับในทางกฎหมายเหมือนกัน (ฮา) ) คือต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพียงแต่จะแก้วิธีไหนเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-4-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งฝ่ายค้านไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ยิ่งทำให้ไพ่ในมือของฝ่ายไม่เอาคุณทักษิณเหลือน้อยเต็มที จนในที่สุดวาทกรรมนายกพระราชทานก็กลับมากระหึ่มอีกครั้ง เพราะหมดทางที่จะโค่นคุณทักษิณแล้ว อันนำมาซึ่งความเห็นขัดแย้งในทางวิชาการเรื่องการใช้มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญที่ถกเถียงกันมาพอสมควร ผมจึงไม่ขอฉายซ้ำอีกครั้ง แต่ขอออกความเห็นนึดนึงว่าการใช้มาตรา 7 ไม่ใช่เป็นเพียงการฉีกรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่เป็นการฉีกตำรากฎหมายที่ผมได้เรียนมาเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้ตอนที่ได้ยินเรื่องการขอนายกพระราชทาน ผมแว่วได้ยินเสียงเพลงของน้าแอ็ด คาราบาว เพลงนึง ดังก้องขึ้นมาในหูอย่างไม่ได้นึกคิดมาก่อน ซึ่งเพลงนั้นร้องว่า.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาย ก. นาย ก. นาย ก. คุณจะเป็นใครก็ได้&lt;br /&gt;ขอให้ประชาชนไทยได้เป็นคนเลือกนาย ก.&lt;br /&gt;นาย ก. นาย ก. นาย ก...........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทเพลงนี้ถ้าผมจำไม่ผิดเกิดในยุดพฤษภาทมิฬ เพื่อต่อต้านคุณสุจินดา ไม่ให้เป็นนายกเพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกว่าจะได้มาก็ “เสียเลือด เสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป” แต่ไปๆมาๆสมัยนี้ พ.ศ.นี้ กลับไม่ต้องการซะงั้น (เฮ้อ !!)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-5-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าถามผมว่าแล้วจะเอายังไงต่อไปกับการเมืองไทย ผมตั้งความหวังกับไว้ 4 ทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางแรก ผมก็ยังหวังว่าจะมีอะไรมาดลใจให้คุณทักษิณยุติบทบาททางการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นขึ้นมาบริหารประเทศบ้าง จริงๆถ้าผมเป็นคุณทักษิณ ผมกลับบ้านนอนดีกว่า ทำงานจนได้รับการให้เกลียด เอ้ย ให้เกียรติเอาชื่อคุณทักษิณไปตั้งเป็นชื่อทางวิชาการ เช่น ทางรัฐศาสตร์เรียกการปกครองแบบทักษิณว่า ทักษิณาธิปไตย ทางเศรษฐศาสตร์เรียกระบบเศรษฐกิจของทักษิณว่า ทักษิโณมิก ล่าสุด ทางมนุษย์ศาสตร์ เรียกคนที่มีความคิดเหมือนกับทักษิณว่า ทักษิณชน (อันนี้ผมตั้งเอง ตามบทความ อ.นิธิ เรื่องคนอย่างทักษิณ) ถึงขนาดนี้แล้วท่านยังจะเอาอะไรอีกกรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางสอง ให้คุณทักษิณเว้นวรรคทางการเมือง 1 สมัย เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกติกาของบ้านเมืองซะก่อน แล้วคุณทักษิณค่อยกลับสมัครรับเลือกตั้งใหม่ก็ไม่สาย ตามแนว อ.วรเจตน์ แห่งท่าพระจันทร์ กับน้าแอ็ด คาราบาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางสาม กกต.ปรึกษากับรัฐบาล ให้ตรา พระราชกฤษฎีกาแก้ไขวันเลือกตั้งเนื่องจากเห็นว่า เมื่อเลือกมาแล้วจะเกิดปัญหายุ่งยาก แล้วฝ่ายค้านยอมกลับใจมาลงสมัคร และทั้งหมดร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญ (ฟังขี้ปากเค้ามาพูด เหอ เหอ )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางที่สี่ สุดท้ายผมหวังว่าคะแนนเสียงของพรรคไทยรักไทย จะไม่ถึง 50 % ของจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิ ตามที่คุณทักษิณประกาศไว้ ว่าจะไม่เป็นนายก ดังนั้นพวกเราชาวบล็อกเกอร์ทั้งหลาย เพื่อเห็นแก่ที่คุณทักษิณ.........จนเหนื่อยแล้ว อยากให้คุณทักษิณพักผ่อนซะที กรุณากาช่องไม่ลงคะแนน เพื่อส่งคุณทักษิณกลับไปพักผ่อนที่บ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรับ......&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-114297402824317309?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/114297402824317309/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=114297402824317309' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/114297402824317309'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/114297402824317309'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2006/03/blog-post.html' title='บ่นการเมือง(แก้นอนไม่หลับ)'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-113993393903823226</id><published>2006-02-14T23:03:00.000+07:00</published><updated>2006-02-14T23:18:59.063+07:00</updated><title type='text'>กฎหมายมหาชนภาคพิศดาร ตอนหลักความได้สัดส่วน ฉบับนักช็อป</title><content type='html'>หลังจากที่ผมได้ศึกษากฎหมายมหาชน จากสำนักท่าพระจันทร์ มาได้นานพอที่ทางคณะจะอัญเชิญผมออก  โทษฐานใช้เวลานานเกินสมควร(จะขอต่อเวลาก็ไม่ให้)  ทำให้ผมพบว่าหลักการทางกฎหมายมหาชน หลายๆหลักการสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันที่ไม่เกี่ยวกับกฎหมายได้มากมายนัก  (ซึ่งเข้าข่ายใกล้เพี้ยนเข้าไปทุกที)  แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว (อุตส่าห์บ้าคิดได้  ก็บ้านำเสนอได้วะ)  ผมจึงนำเสนอผลงานชิ้นแรก “หลักความได้สัดส่วน ฉบับนักช็อป” โปรดทัศนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามสังคมวัตถุ-บริโภคนิยม  หลายคนคงประสบปัญหากับการใช้จ่ายเงิน  หรือปัญหาการบริหารกิเลสภายในใจ  เพราะสมัยนี้เดินทางไปไหนมาไหนเห็นสินค้าวางขายมากมาย ไอ้นู่นก็อยากได้ ไอ้นี่ก็อยากมี ถ้ามีกำลังทรัพย์ก็จับจ่ายใช้สอยอย่างเมามัน  ถึงสิ้นเดือนสำหรับคนใช้บัตรเครดิตเห็นบิลเรียกเก็บเงินเข้าคงลมจับ  หรืออย่างตัวผมเองจะเห็นผลตอนกดเงินATMช่วงปลายๆเดือน ที่เงินเดือนของเดือนใหม่ยังไม่เข้าบัญชี  ต้องพึ่ง มาม่าประทังชีวิตอยู่เป็นนิจ  เข้าข่ายเที่ยวสนุกทุกข์ตอนจ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ท่านทั้งหลาย อย่าพึ่งอับจนหนทาง ผมมีหลักวิธีการช็อปปิ้งอย่างสนุกสนานโดยไม่ทุกข์ตอนจ่าย  โดยประยุกต์เอากับหลักการกฎหมายมหาชนทางถนัดของผมมานำเสนอ  เรียกว่า “หลักการช็อปปิ้งอย่างได้สัดส่วน”  มีที่มาจาก “หลักความสัดส่วน”  ในกฎหมายมหาชนนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-1-&lt;br /&gt;จากหลักนิติรัฐซึ่งเป็นหลักการพี่ใหญ่ในกฎหมายมหาชน ที่จำกัดอำนาจรัฐให้อยู่ภายใต้กฎหมายนั้น  มีหลักการย่อยๆต่างๆมากมาย และหลักการสำคัญหลักหนึ่งคือ  “หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง”  หลักการนี้กำหนดว่าฝ่ายปกครองจะกระทำการใดๆที่เป็นการลิดรอนสิทธิของปัจเจกบุคคล ต้องมีกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติให้อำนาจไว้เสียก่อนจึงจะทำได้ หรืออาจจะเรียกว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ” แต่ในทางความเป็นจริง ฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถที่จะออกกฎหมายให้มีความครอบคลุมถึงทุกการกระทำของฝ่ายปกครองได้จึงทำได้เพียงออกกฎหมายกำหนดกรอบแห่งอำนาจ  ให้ฝ่ายปกครองดำเนินการภายในกรอบที่กำหนด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถึงจะมีกฎหมายให้อำนาจแล้ว ฝ่ายปกครองก็หาอาจกระทำการได้ตามอำเภอใจไม่  ยังคงต้องเคารพหลักการทางกฎหมายอีกหลักการหนึ่งที่เรียกว่า  “หลักความได้สัดส่วน”  ซึ่งประกอบไปด้วย 3 หลักการย่อยดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;1. หลักสัมฤทธิ์ผล หลักการนี้บอกว่า ฝ่ายปกครองจะใช้มาตราการทางปกครองใด มาตราการนั้นต้องก่อให้เกิดผลดังที่ฝ่ายปกครองต้องการให้เกิด&lt;br /&gt;2. หลักความจำเป็น หลักการเรียกร้องให้ฝ่ายปกครองครีเอทมาตรการที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อแรกมาหลายๆมาตรการ  แล้วให้เลือกดูว่ามาตรการใดก่อให้เกิดผลกระทบสิทธิของปัจเจกบุคคลน้อยที่สุด มาตรการนั้นแหละเป็นมาตราการที่จำเป็น&lt;br /&gt;3.หลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ  หลักการนี้เป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนที่การกระทำทางปกครองจะมีผลไปกระทบสิทธิของเอกชน  ซึ่งหลักการนี้บอกว่า ให้ชั่งน้ำหนักระหว่าง ประโยชน์ที่ปัจเจกบุคคลต้องเสียไปกับประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับว่ามันได้สัดส่วนกันหรือป่าว คุ้มไหมที่จะต้องริดรอนสิทธิของคนๆหนึ่งเพื่อให้สาธารณะได้ประโยชน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากหลักการนำมาสู่วิธีการใช้ ก็ง่ายมาก&lt;br /&gt;1.ดูวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายปกครองซะก่อน แล้วค่อย&lt;br /&gt;2.กำหนดมาตราการที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น&lt;br /&gt;3. ดูว่าไม่มีมาตรการอื่นที่ดีกว่านี้ และ&lt;br /&gt;4. พิจารณาว่าสิทธิของเอกชนที่จะเสียไปคุ้มหรือป่าว กับประโยชน์ที่สาธารณะจะได้รับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-2-&lt;br /&gt;หลายคนคงสงสัยแล้วที่ว่ามาทั้งหมดเกี่ยวอะไรกับการช็อปปิ้งวะ???   ถ้างั้นโปรดดูต่อครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการช็อปปิ้งอย่างได้สัดส่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการนี้เรียกร้องให้นักช็อปทั้งหลายสมมุติว่าตัวเองเป็นฝ่ายปกครอง กำลังจะลิดรอนเงินในกระเป๋าตนเอง ดังนั้นนักช็อปทั้งหลายพึงใช้อำนาจเงินด้วยความระมัดระวังเพราะมันจะทำให้ท่านทุกข์ในตอนหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักข้อที่หนึ่งบอกว่า  ท่านต้องตั้งวัตถุประสงค์ในการใช้เงินซะก่อนที่ท่านจะออกช็อปปิ้ง  ว่าของสิ่งใดที่จะดึงดูดเงินออกจากกระเป๋าของท่านได้ ของสิ่งนั้นจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องซื้อ  โดยให้ถือว่าของที่ท่านตั้งใจจะซื้อเป็นเสมือนกฎหมายที่อนุญาตให้ท่านใช้เงินได้  การซื้อสิ่งของโดยที่ท่านมิได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ล่วงหน้าถือเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจกระทำได้  มิชอบด้วยกฎหมาย  หากพบเห็นของที่อยากได้โดยบังเอิญ  หลักการนี้บอกให้ท่านกลับไปทบทวน  ตั้งเป็นวัตถุประสงค์ขึ้นใหม่ในใจ  แล้วค่อยกลับมาซื้อใหม่ในการช็อปคราวหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักข้อสองบอกว่า เมื่อไปเดินช็อปแล้ว  ท่านต้องซื้อที่ท่านตั้งใจไว้เท่านั้น  ถ้าของสิ่งใดที่ท่านไม่ได้ตั้งใจไว้กรุณาอย่าซื้อ  ควรทำเพียงแค่ดู  เก็บข้อมูลราคา สถานที่ขาย ไว้คราวหน้าค่อยมาซื้อ  เช่นบางคนตั้งใจไปซื้อเสื้อ  แต่กลับได้กลับมาครบชุดทั้งรองเท้า กางเกง  อันนี้ถือว่าผิดหลักการ   มิชอบด้วยกฎหมายนะครับ  แต่ถ้าท่านอดใจไม่ไหวจริงๆ  หรือมีการลดราคาสะบั้นหั่นแหลกประเภทลดทลายสต็อก  หรือเป็นของที่บังเอิญตามหามานาน ประหนึ่งพานพบพี่น้องที่พลัดพรากมาตั้งแต่ยังเด็ก หรือมีเหตุอื่นใดที่มิอาจก้าวล่วงได้  หลักการนี้ยังคงเห็นใจท่านอยู่  อนุโลมให้ท่านใช้จ่ายเงินไปก่อนได้  แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง (แหะๆ ข้อยกเว้นนี้ผมใช้บ่อย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักข้อสาม นี่ต้องพิจารณาในเชิงลึก  ซึ่งหลักการบอกว่า ของแต่ละอย่างก็มีหลายยี่ห้อ หลายราคา  ซึ่งแต่ละยี่ห้อ หรือแต่ละราคาก็มีคุณสมบัติที่ต่างกันไป  ฉะนั้นควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่ายี่ห้อไหน ราคาใด ที่จะเหมาะกะกระเป๋าตังส์และวัตถุประสงค์ในการใช้ของตัวเองที่สุด เช่นเงินเดือน 8 พัน จะใส่เสื้อเวอร์ซาเช่ แม้ว่าเวอร์ซาเช่จะใส่สบายแต่ก็(อ่ะนะ  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านต้องใช้เสื้อตราห่านคู่เพียงยี่ห้อเดียวนะครับ)  หรือท่านจะไปตีแบดออกกำลังกาย ท่านก็ควรเลือกซื้อไม้แบดอันที่เหมาะสมกับการใช้ออกกำลังกาย ไม่ใช่ซื้อไม้แบดอย่างดี  ไม่มีขอบ ทำจากเหล็กที่ใช้ทำยานอวกาศ  อันละ 5 พันก็ใช่ที่ ท่านไม่ได้ไปแข่งชิงแชมป์โลกนะครับ และอีกประการหนึ่งอย่าซื้อเผื่อครับ  เอาที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น เมื่อพิจารณาดูหลายๆด้าน  แล้วค่อยตัดสินใจเลือกซื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการสุดท้ายนี้สำคัญมากครับ  เพราะเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนที่เงินจะไหลจากกระเป๋าของท่านไปสู่กระเป๋าของคนอื่น  หลักการนี้เรียกร้องให้ท่านชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ท่านจะได้จากสิ่งของที่ท่านซื้อกับจำนวนเงินที่ท่านเสียไปว่ามันสัดส่วนกันหรือไม่ คุ้มค่ากับเงินที่ท่านจะต้องจ่ายหรือไม่  และประโยชน์ที่ว่าต้องไม่ใช่เพื่อสนองอารมณ์ชั่ววูบของตนเอง (ซึ่งผมเป็นบ่อยมาก)  ดังนั้นเพื่อป้องกันอารมณ์แบบว่าเห็นแล้วต่อมกิเลสเกิดปฏิกริยาผลิตสารอยากได้ กระตุ้นให้เราอยากซื้อขึ้นมา ซึ่งพอซื้อมากลับรู้สึกงั้นๆอ่ะ ไม่ได้ใช้หรือไม่ก็ทิ้งหายไปไหนก็ไม่รู้ เสียดายเงิน  ท่านอาจตรวจสอบได้ง่ายๆ  โดยเมื่อท่านเลือกของได้แล้ว  ถือไว้ในมือจ้องมองมันสัก 10 วินาที แล้วหลับตา  สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ประมาณ 3 ครั้ง  ระหว่างสูดลมหายใจเข้าก็คิดไปด้วยว่า "ซื้อดีไม๊วะ" หากเสร็จแล้วท่านยังคงไม่เปลี่ยนใจ ก็เป็นอันผ่านฉลุยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการที่พล่ามมา เอ้ย พูดมาทั้งหมด ไม่ได้บอกให้ท่านตระหนี่ถี่เหนียวนะครับ  เพียงแต่ให้ท่านใช้จ่ายเงินอย่างมีสติเท่านั้น  หากเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็อ่านเอาขำขำนะครับ อย่าคิดมาก  แต่ผมว่าลองนำไปใช้แล้วจะติดใจ 555&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-113993393903823226?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/113993393903823226/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=113993393903823226' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113993393903823226'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113993393903823226'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2006/02/blog-post_14.html' title='กฎหมายมหาชนภาคพิศดาร ตอนหลักความได้สัดส่วน ฉบับนักช็อป'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-113880455575532808</id><published>2006-02-01T21:14:00.000+07:00</published><updated>2006-02-01T21:35:55.770+07:00</updated><title type='text'>เรื่องแต่ง(ภาคเอากะเค้ามั่ง)</title><content type='html'>I am………………….&lt;br /&gt;เสียงเพลงไอ แอม ของ บอง โจวี่ ที่ผมตัดทำเป็นริงโทน เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ในช่วงบ่ายของวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังจะแอบหลับในระหว่างทำงาน ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูอย่างหงุดหงิด “ใครวะโทรมากวนเวลานอน” ผมบ่นในใจ แต่ก็ต้องรีบรับโทรศัพท์ทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“ครับ แม่ มีอะไรรึป่าวครับ”&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#000099;"&gt;ผมพูดขณะปรับอารมณ์ไม่ให้มีน้ำเสียงหงุดหงิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;“ก็ไม่มีอะไรหรอก แต่วันเสาร์นี้ไปไหนหรือป่าว” แม่ผมถามอย่างมีเลศนัย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“ไม่ได้ไปไหน ครับ มีอะไรหรือป่าวครับ”&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#000099;"&gt;ผมตอบพลางนึกทบทวนว่า เมื่อเสาร์ที่ผ่านมาพึ่งโดนแม่ลากเข้าวัดหาพระหาเจ้า ทั้งๆที่วิตามินแอลยังออกฤทธิ์อยู่ในหัวผม นั่งฟังพระสวดมนต์ด้วยความทรมาน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;“นึกว่าจะไปชุมนุมกะเค้าด้วย รู้ป่าวไอ้อ้วนมันจะไปชุมนุมกะเค้าด้วยนะ” แม่พูดถึงพี่ชายผมอย่างเป็นห่วง&lt;/span&gt; ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจอะไร เพราะรู้ดีว่าพี่ชายผมเป็นแฟนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของสนธิ หนังสือทุกเล่ม ซีดีทุกแผ่น พี่ผมมีหมด&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนิ มันโตแล้วนะครับ”&lt;/span&gt; ผมตอบตามความเห็น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;“แม่ก็เป็นห่วงซิ ไปกะอีตาสนธิ”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ออ!! อย่างนี้นี่เอง แม่ผมไม่ชอบสนธิอย่างแรง เนื่องจากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่แม่เคยชอบดู เลิกเชียร์ท่านนายกฯ แถมยังกลับมาด่าอย่างหยาบๆคายๆ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“ถ้าไปกะมหาจำลอง แม่คงไม่ห่วง”&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ผมยกนักการเมืองคนโปรดของแม่มาประชด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;“ไปกะใคร แม่ก็ห่วงทั้งนั้นแหละ” แม่ผมโต้กลับ “คุยกะมันให้แม่หน่อยซิ แม่พูดจนปากจะฉีกแล้ว มันก็ไม่ฟัง”&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ผมนึกปฏิเสธในใจทันที “ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวโดนข้อหาไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดี เป็นพวกทักษิณ” เพราะเคยปะทะคารมกันบ่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“เค้าก็ใช้เสรีภาพในการชุมนุมของเค้า ตามรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ผมอ้างรัฐธรรมนูญ เพื่อหาทางเลี่ยงหน้าที่ที่แม่มอบหมายให้&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;“สิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญที่จะคัดค้านนายกฯ ก็มีหลายทาง ก็พวกเข้าชื่อถอดถอน หรือไม่ก็ขีดๆเขียนๆ แสดงการคัดค้านก็ได้นิ ไม่เห็นจะต้องไปชุมนงชุมนุมอะไรกะเค้าด้วยเลย” แม่สวมวิญญาณอดีตคุณครู บรรยายวิชารัฐธรรมนูญให้ผมฟัง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“เอาน่าแม่ ปล่อยมันไปเหอะ มันก็โตแล้วนะ อายุจะ 30 แล้ว เรียนก็สูงเอาตัวรอดได้แหละ”&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#000099;"&gt;ผมเริ่มอัปจนปัญญา งัดเอาอายุกับการศึกษามาอ้าง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;“โตแต่ตัวนะซิ ทำอะไรไม่เคยคิดถึงหัวอกคนเป็นแม่บ้างเลย แม่เลี้ยงมากว่าจะโตได้ขนาดนี้.............” เสียงแม่ผมสั่นๆ และก็เงียบไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“มันคงแค่ไปดูแล้วก็กลับแหละครับ แม่อย่าคิดมากเลย”&lt;/span&gt; ผมปลอบ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;“แม่กลัวเค้าเอาทหารมายิงน่ะซิ นั่นไม่เลือกหรอกว่าใครมาดู ใครมาชุมนุม”&lt;br /&gt;“จำอาเปี๊ยกได้ไหม นั่นก็ไปแค่ดู หายไป 3 วัน นึกว่าโดนยิงตายไปแล้ว โชคดี ตอนที่เค้ายิงกัน วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปมุดเข้าบ้านใครก็ไม่รู้ แต่เจ้าของเค้าใจดี ให้หลบอยู่เลยรอดมาได้” แม่ผมเล่าราวกับประสบเหตุด้วยตนเอง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“แม่ครับ สมัยนี้แล้ว เค้าไม่ทำกันอย่างนั้นแล้วแหละ”&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#000099;"&gt;ผมพูดไปหัวเราะไป ที่แม่ขุดเอาการเมืองยุคเก่ามากล่าวอ้าง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;“ทำเป็นเล่นไป” แม่ผมดุเสียงเขียว&lt;br /&gt;“คนมันหลงอำนาจ ทำได้ทุกอย่างแหละ เสียสัตย์เพื่อชาติยังมีคนทำมาแล้วเลย” แม่แขวะอดีตนายกฯคนนึง&lt;br /&gt;“จำป้าจิตเพื่อนแม่ที่ได้เป็นผอ.โรงเรียนได้ป่าว นั่นแค่ผอ.นะ ยังบ้าอำนาจซะขนาดนั้น แล้วอำนาจระดับนี้ อย่าทำเป็นล้อเล่นนะ” แม่ผมงัดเอาน้ำร้อนที่แม่เคยอาบ มาราดตัวผม&lt;br /&gt;“เดี๋ยวเกิดมีมือที่สามเข้ามาวุ่นวาย นี่เห็นข่าวว่าจะมีปาระเบิดด้วยนิ แม่ก็กลัวซิ” &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“ไม่ดีหรือแม่ แม่จะได้มีลูกเป็นวีรชนเดือนกุมภาไง”&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#000099;"&gt;ปากพาซวยของผมโพล่งออกไป ก่อนจะได้คิด&lt;br /&gt;“ล้อเล่น ครับ” ผมรีบแก้ตัว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“................................................................”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่ผมเงียบไปพักใหญ่&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;“จะรักชาติ รักประชาธิปไตย ก็อย่าลืมรักแม่ด้วยละกัน” แม่ผมทิ้งท้ายก่อนวางสายไป&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-113880455575532808?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/113880455575532808/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=113880455575532808' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113880455575532808'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113880455575532808'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2006/02/blog-post.html' title='เรื่องแต่ง(ภาคเอากะเค้ามั่ง)'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-113401744778346964</id><published>2005-12-08T11:45:00.000+07:00</published><updated>2005-12-11T22:01:44.563+07:00</updated><title type='text'>Song For You(My Computer).</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;I wanna give you my heart. Give you my soul.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;I wanna lay in your arms. Never let go&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;Don't wanna live my Life without you.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;But I know when you're gone.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;Like a fire needs a spark.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;Like a fool in the dark.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;Hey! I'll cry for you.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;span style="font-size:78%;color:#cc0000;"&gt;Europe:I'll Cry For You&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-113401744778346964?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/113401744778346964/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=113401744778346964' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113401744778346964'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113401744778346964'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2005/12/song-for-youmy-computer.html' title='Song For You(My Computer).'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-113263230683612541</id><published>2005-11-22T10:58:00.000+07:00</published><updated>2005-11-22T11:23:20.486+07:00</updated><title type='text'>แปรรูปรัฐวิสาหกิจ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเทคนิคทางกฎหมายที่สำหรับผมแล้ว ถือเป็นเรื่องยากเลยทีเดียวที่จะอธิบายให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้เรียนกฎหมายมาจะเข้าใจถึงสภาพที่แท้จริงที่เกิดขึ้น ดังนั้นหากผมเอาเทคนิคทางกฎหมายมาว่ากันล้วนๆ ก็จะขัดกับวัตถุประสงค์ของบล็อกของผมที่ต้องการแบ่งปันความรู้ ความคิดเห็นให้กับบุคคลต่างสาขาวิชา ต่างความคิดเห็น ได้ร่วมกันเสนอความคิดเห็นต่อกันได้อย่างอิสระ แต่เหตุด้วยความอ่อนด้อยทางปัญญาของผม ผมได้เรียบเรียงเรื่องราวทางกฎหมายในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้อ่านง่ายที่สุด จึงทำให้อาจเสียความสมบูรณ์บางประการไป ดังนั้นจึงต้องรบกวนทุกคนที่เข้ามาอ่านช่วยกรุณาคอมเม้นท์ ข้อผิดพลาด หรือข้อคิดเห็นที่ท่านอาจไม่เห็นด้วยกับผม เพื่อผมจะได้ปรับปรุงแก้ไขและก่อเกิดประโยชน์ทางปัญญามากที่สุด ขอบคุณครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;-1-&lt;br /&gt;ความทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐวิสาหกิจในประเทศไทยแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่คือนิติบุคคลมหาชนกลุ่มนึง และนิติบุคคลเอกชนกลุ่มนึง&lt;br /&gt;กลุ่มที่เป็นนิติบุคคลมหาชนจะเป็นพวกที่จัดตั้งโดยกฎหมายเช่น พระราชบัญญัติธนาคารออมสิน หรือพระราชกฤษฎีกาองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นต้น กลุ่มนี้โดยหลักแล้วจะมีอำนาจรัฐและสิทธิพิเศษจากรัฐต่างๆอยู่ในมือไม่มากก็น้อย เช่นอำนาจในการปักเสาไฟฟ้าในที่ดินเอกชน อำนาจพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของเอกชน อำนาจในการตัดต้นไม้ของเอกชนที่โตมาระเกะระกะสายไฟฟ้า หรือสิทธิในการใช้ทรัพย์สินของราชพัสดุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนกลุ่มที่เป็นนิติบุคคลเอกชน พวกนี้จะจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเหมือนบริษัทเอกชนทั่วไป มีทุนจดทะเบียน มีหุ้น มีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง เช่น บมจ.ธนาคารกรุงไทย บมจ.การบินไทย พวกนี้โดยหลักแล้วจะไม่มีอำนาจมหาชนในกับบังคับเอากับเอกชนทั่วไปเหมือนกลุ่มแรก และการดำเนินงาน จะเป็นเหมือนบริษัทเอกชน&lt;br /&gt;การแปรรูปรัฐวิสาหกิจความหมายที่ใช้กันปัจจุบันคือการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจที่รัฐถืออยู่ให้แก่เอกชนจนรัฐถือหุ้นน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ (ดังนั้นการขายหุ้นในรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันจึงยังไม่ใช่การแปรรูปตามนัยทางกฎหมาย) แต่เพื่อความสะดวก ผมขอเรียกกระบวนการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจที่เกิดขึ้นตอนนี้ว่า “การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาประการแรกสุดคือรัฐวิสาหกิจกลุ่มแรกไม่มีทุนจดทะเบียน ไม่มีหุ้น ดังนั้นในการขายจึงไม่สามารถขายได้ทันทีเหมือนรัฐวิสาหกิจในกลุ่มที่สอง ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการนำเอารัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลมหาชนมาเข้ากระบวนการแปลงสภาพให้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลเอกชนเสียก่อนจึงจะสามารถขายหุ้นให้เอกชนได้ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แต่ไปๆมาๆ กลับมีการใช้พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจไปแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งกระบวนการ จึงทำผลเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;-2-&lt;br /&gt;มูลเหตุของการแปรรูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามกฎธรรมชาติทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป ต้องมีเหตุเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงมีผลตามมา การแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็เช่นกัน เหตุของการแปรรูปผมสรุปออกมาได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการแรก ความล้มเหลวในการดำเนินงานภายในของรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลมหาชน ไม่ว่าจะเป็นการยึดติดกับ กฎ ระเบียบทางราชการ ทั้งๆที่ความจริงแล้วองค์การของรัฐที่เป็นรัฐวิสาหกิจก่อตั้งขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงกฎ ระเบียบอันหยุมหยิมของราชการ เพื่อให้มีความคล่องตัวเหมือนการดำเนินงานของเอกชน แต่เอาเข้าจริงๆกลับไม่เป็นเช่นนั้น รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งถูกควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐต่างกัน มากกว่า 2 แห่งขึ้นไป ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีกฎ ระเบียบเป็นของตนเอง เช่นกระทรวงการคลัง กระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจ สำนักงบประมาณ ฯลฯ จะทำอะไรแต่ละทีก็ต้องเปิดดูระเบียบก่อนถึงจะทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สอง ความไม่คล่องตัวในการทำธุรกิจ ยกตัวอย่างธนาคารออมสิน เป็นรัฐวิสาหกิจในกลุ่มแรก จัดตั้งโดย พรบ.ธนาคารออมสิน อยากจะทำธุรกิจประกันชีวิต แต่ทำไม่ได้ เนื่องจาก พรบ.ออมสินไม่ได้ให้มีอำนาจทำธุรกิจประกันชีวิต แต่ถ้าจะทำต้องไปแก้กฎหมาย โดยทำเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ต้องผ่านสภาอีกประมาณ 2-3 ปี กว่าจะได้ฤกษ์ แต่ในขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงไทย เป็นรัฐวิสาหกิจในกลุ่มที่สอง จะทำธุรกิจประกันชีวิต ทำได้เลยครับ ไม่ต้องแก้กฎหมายด้วย อย่างมากก็แก้หนังสือรับรองบริษัท โดยไปจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ ไม่เกิน 2 เดือนก็เสร็จ ดังที่เห็นธนาคารกรุงไทยจับมือกับกลุ่มบริษัทแอ็กซ่าจากฝรั่งเศส ทำธุรกิจประกันในนาม “กรุงไทยแอ็กซ่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สาม การขาดทุนของรัฐวิสาหกิจ ทำให้รัฐต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเข้าไปอุ้มรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น ปีๆนึงเป็นจำนวนไม่น้อย โดยจำนวนเงินดังกล่าวยังไม่นับรวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่รัฐเข้าไปค้ำประกันให้ ถ้ารัฐวิสาหกิจไม่มีเงินจ่ายรัฐก็ต้องจ่ายแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สี่ กระแสทุนนิยมเสรีที่ประเทศไทยไม่อาจต้านทานไว้ได้ ยังไงๆซักวันนึงก็ต้องเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจ และหากให้รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันนี้ ดำเนินธุรกิจแข่งขันกับบริษัทเอกชน หรือบริษัทต่างชาติแล้วไซร้ คงไม่ต้องบอกว่านะครับว่าผลจะเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่ห้า หลักการเสรีนิยมบอกว่า การแข่งขันจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพ ดังนั้นหากแปรรูปออกไปเพื่อให้เอกชนเข้ามาแข่งขันได้ จะทำให้รัฐวิสาหกิจทั้งหลายเกิดการตื่นตัว ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของตน ผลที่ตามมาคือประชาชนได้รับการบริการที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นมูลเหตุหลักในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ยังไม่รวมมูลเหตุรอง เช่นข้อผูกพันที่ไทยเราทำไว้กับองค์การโลกบาล เช่น IMF หรือแปรรูปเพื่อนำเงินที่ได้ไปลงทุนทำอย่างอื่น หรือเพิ่มมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้น&lt;br /&gt;ดังนั้นถ้าจะเหมารวมว่าการแปรรูปคือความชั่วร้าย คือการขายชาติไปซะทั้งหมดมันคงไม่ใช่ ที่มันจะชั่วร้าย ที่มันจะขายชาติอยู่ที่กระบวนการแปรรูปไม่ใช่แนวคิดการแปรรูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-3-&lt;br /&gt;กระบวนการแปรรูปที่ควรจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนแรกสุด การเลือกทางเดินของรัฐวิสาหกิจว่าเลือกว่ากิจการใดที่รัฐควรจะทำต่อไป ถ้าจะทำต่อจะทำในรูปแบบใด จะเป็นรัฐวิสาหกิจกลุ่มแรกหรือกลุ่มที่สอง กิจการใดรัฐควรจะขายทิ้งไปเลย ไม่ควรอุ้มอีกต่อไปแล้ว&lt;br /&gt;เช่น กิจการสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา รัฐควรดำเนินการต่อไป แต่หากให้เป็นรัฐวิสาหกิจกลุ่มแรกอาจมีปัญหาด้านการดำเนินงานจึงควรแปรสภาพให้เป็นรัฐวิสาหกิจในกลุ่มที่สองเสียก่อนน่าจะเหมาะสม แต่รัฐจะต้องมีอำนาจในการควบคุมการดำเนินงาน ควบคุมราคาได้ ซึ่งการเลือกเส้นทางเดินควรจะเป็นอำนาจของรัฐสภาซึ่งถือเป็นผู้แทนของประชาชนในการตัดสินใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่สอง เมื่อเลือกกิจการที่จะแปรรูปได้แล้ว ก็ต้องเข้ากระบวนการแยกส่วนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะต้องแยกเอาลักษณะพิเศษ 3 ประการออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะพิเศษประการแรก ดังที่ผมได้กล่าวไว้ตอนต้น ว่ารัฐวิสาหกิจที่อยู่ในกลุ่มแรก ที่เป็นนิติบุคคลมหาชนมีอำนาจรัฐที่จะบังคับเอากับเอกชนได้ หากแปรสภาพเป็นนิติบุคคลเอกชนแล้วจะต้องไม่มีอำนาจมหาชนหลงเหลืออยู่ในกิจการที่แปรสภาพออกมา เช่น การไฟฟ้า มีอำนาจปักเสา พาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินเอกชน หรืออำนาจในการเวนคืนที่ดินเป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะพิเศษประการที่สอง รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในกลุ่มแรกบางแห่ง มีลักษณะผูกขาดตามธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงการผูกขาดที่เกิดจากสภาพของรัฐวิสาหกิจ เช่นในกิจการไฟฟ้า เอกชนก็สามารถผลิตไฟฟ้าแข่งกับการไฟฟ้าได้ แต่การจะนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปส่งให้ถึงประชาชน ต้องอาศัยเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าเท่านั้น เพราะหากจะตั้งเสาไฟฟ้าขึ้นใหม่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากยังงัยๆก็ไม่คุ้ม หรือแม้หากมีเงิน มากมายล้นฟ้าก็ตั้งเสาไฟฟ้าไม่ได้เพราะไม่มีอำนาจในการตั้งเสาไฟฟ้า หรือพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของเอกชนอื่น จึงทำให้การไฟฟ้าเป็นผู้ผูกขาดการผลิตไฟฟ้าไปโดยปริยาย ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นการแปรสภาพออกไปคงไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะไม่เกิดการแข่งขัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะพิเศษประการที่สาม ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจใช้ประโยชน์จากที่ราชพัสดุของรัฐ หรือใช้ที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดินอยู่ หากจะแปรสภาพออกไปต้องให้แบ่งให้ชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นของรัฐวิสาหกิจ ส่วนไหนเป็นของแผ่นดิน ยกตัวอย่างการไฟฟ้าอีกนั่นแหละครับ การไฟฟ้าใช้เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เขื่อนต้องเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินเท่านั้น เพราะเขื่อนไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตประแสไฟฟ้าอย่างเดียวเท่านั้นยังทำหน้าที่เก็บกักน้ำไว้ใช้หน้าแล้งอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่สาม หากมีคำถามว่าเมื่อแยกลักษณะพิเศษของรัฐวิสาหกิจกิจแล้ว จะเอาไปไว้ที่ไหน จึงมีการเอาไปฝากไว้กับองค์การของรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ ที่เรียกว่าองค์กรกำกับดูแลอิสระรายสาขา ซึ่งองค์กรพวกนี้นอกจากจะทำหน้าที่ถืออำนาจรัฐ ถือทรัพย์สินของรัฐ (เพื่อเอกชนรายใดต้องการใช้อำนาจดังกล่าวก็ต้องมาขออนุญาตกับองค์กรนี้) ยังทำหน้าที่กำกับดูแลการแข่งขันให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อบริษัทที่ประกอบกิจการด้วยกัน และกับรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปไปด้วย และให้เป็นธรรมกับประชาชนด้วย รวมไปถึงสามารถควบคุมราคาได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่สี่ ตีราคารัฐวิสาหกิจ โดยดูมูลค่าทรัพย์สิน ผลประกอบการ กิจการที่ทำ แนวโน้มของผลประกอบการ และอื่นๆ ซึ่งผมไม่ทราบว่าเค้าคิดกันยังงัย แต่เรื่องนี้มีผลกับส่วนได้เสียของผลประโยชน์ประเทศชาติ เช่น สมมุติตีราคาหุ้นการไฟฟ้า หุ้นละ 32 บาท แต่พอขายจริงราคากลับถีบไปถึง 100-200 บาท ซึ่งหากความแตกต่างของราคาดังกล่าว เป็นจำนวนหลักหน่วยคงพอยอมรับกันได้ แต่หากราคาต่างกันมากดังที่ยกตัวอย่างรัฐเสียประโยชน์เต็มนะครับ หากจะยังพอจำกันได้กับหุ้น ปตท. ที่ราคาเสนอขายกับราคาที่ซื้อขายจริงต่างกันลิบลับ ดังนั้นการตีราคาหุ้นจึงเป็นขั้นตอนสำคัญอีกขั้นตอนนึง เคยมีผู้เสนอว่า ควรจ้างบริษัทเอกชน 5 บริษัท วัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้บริษัทใดบริษัทเดียวกุมอำนาจตีราคา ซึ่งอาจเกิดการบิดเบือนราคาได้ โดยตัดราคาที่สูงสุด กับต่ำสุดออกไป แล้วพิจารณาราคาที่เหลืออยู่จะได้ราคาที่น่าจะเหมาะสมที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่ห้า กำหนดให้หุ้นที่รัฐถือเป็นหุ้นพิเศษที่เรียกว่าหุ้นทอง(Golden share) หุ้นทองนี้เป็นหุ้นที่ใครถือคนนั้นมีอำนาจบริหารในกิจการ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องมีอำนาจยับยั้งการบริหารที่ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อประชาชน ที่เรียกว่าอำนาจ veto โดยหุ้นทองดังกล่าวรัฐไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนได้ ดังนั้นแม้ว่าใครจะถือหุ้นมากเท่าไหร่ แต่ถ้ารัฐถือหุ้นทองซะอย่างก็ยังมีอำนาจในการบริหารกิจการได้ 555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากทำได้ตามขั้นตอนที่ผมว่ามาเราจะได้รัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลเอกชนเหมือนบริษัทเอกชน ที่รัฐสามารถควบคุมการบริหารงานได้ มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับเอกชนอื่น และจะมีองค์กรกำกับดูแลรายสาขาทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขัน รวมถึงควบคุมราคาให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-4-&lt;br /&gt;แสงสว่างอันริบหรี่จากศาลปกครอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากพิจารณาดูกระบวนการที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น เทียบกับการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในขณะนี้ จะเห็นได้ว่าการแปรรูปการไฟฟ้าไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น โดยกระบวนการที่ผมยกมาจากผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการของนักวิชาการทั้งหลาย ที่รัฐนั่นแหละเป็นคนจ้างให้นักวิชาการไปทำวิจัย โดยใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยทีเดียว แต่วิจัยเสร็จกลับเก็บขึ้นหิ้งซะงั้น ไม่รู้จะจ้างวิจัยทำไมให้เปลืองภาษีประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งบทสรุปของผลงานวิจัยดังกล่าว เสนอให้ยกเลิก พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ แล้วตรากฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจใหม่เนื่องจาก พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจเป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมายที่ใช้เพื่อแปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลมหาชน เป็นนิติบุคคลเอกชน เท่านั้น ไม่ครบกระบวนการทั้งหมดของการแปรรูปที่แท้จริง และมีจุดอ่อน ช่องว่างมากมายที่สามารถให้กลุ่มทุนทั้งชาติเดียวกัน และต่างชาติเข้ามาแบ่งเค้กรัฐวิสาหกิจกินกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยที่เจ้าของเค้กอย่างเราๆท่านๆ ได้แต่ยืนมองกันตาปริบๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การคัดค้านการแปรรูปที่ควรจะเป็นคือการให้ยกเลิก พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ โดยอาจจะเข้าชื่อ ห้าหมื่นรายชื่อ เสนอร่างกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าสภา หรือหากไม่ต้องการให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจใดๆเลย ก็เข้าชื่อเสนอ พรบ.ยกเลิกพรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจก็ได้ การคัดค้านการแปรรูปโดยการยื่นฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกกฎหมาย 2 ฉบับ มีผลเพียงการชะลอการขายหุ้นการไฟฟ้าเท่านั้น ไม่ใช่ยกเลิกการแปรรูปไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การยื่นฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พรฎ.กำหนดสิทธิ และหน้าที่ของ บมจ.การไฟฟ้า กับพรฎ.เงื่อนเวลายกเลิก พรบ.การไฟฟ้า แม้โอกาสในการชนะคดีจะมืดมน แต่ ด้วยความเคารพต่อศาลปกครอง ตามความเห็นส่วนตัวของผมก็ไม่ใช่ว่าจะปิดประตูแพ้เสียทีเดียว ยังมีแสงสว่างริบหรี่ๆให้พอมองเห็นทางบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรฎ.กำหนดสิทธิ และหน้าที่ของ บมจ.การไฟฟ้า ผมยังไม่ได้อ่านตัวเต็มของกฎหมายตัวนี้ แต่อนุมานว่าคงจะเหมือนกับตอนแปรรูปองค์การโทรศัพท์ เนื้อหาคงเป็นให้ บมจ.การไฟฟ้ามีอำนาจปักเสาพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินบุคคลอื่น หรือมีอำนาจตัดต้นไม้ของเอกชนที่โตระเกะระกะสายไฟฟ้า ซึ่งอาศัยอำนาจตาม พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ มาตรา 26 ออกกฎหมายฉบับนี้มา ดูเผินอาจจะไม่เห็นประเด็นเพราะทำถูกต้องตาม พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ ประมาณปลายปี 2546 ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำสั่งยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ให้หน่วยงานราชการ ใช้บริการโทรศัพท์จาก บมจ.ทศท. คอร์ปอร์เรชั่น(องค์การโทรศัพท์หลังแปรรูป) ก่อน หาก ทศท.ให้บริการไม่ได้ค่อยพิจารณาบริษัทอื่น คำสั่งศาลปกครองฉบับนี้มีนัยยะสำคัญว่า การที่รัฐให้สิทธิพิเศษแก่ บมจ.ทศท. ซึ่งนิติบุคคลเอกชน มากกว่า นิติบุคคลเอกชนอื่นเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักความเสมอภาค ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากเทียบในกรณีของ พรฎ.กำหนดสิทธิ และหน้าที่ของ บมจ.การไฟฟ้า ก็น่าจะเป็นการให้สิทธิพิเศษกับนิติบุคคลเอกชนเช่นกัน ก็น่าจะขัดกับหลักความเสมอภาคดุจเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรฎ.ยกเลิก พรบ.การไฟฟ้า กฎหมายตัวนี้จริงๆ แล้วขัดกับหลักกฎหมายเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายอย่างชัดเจน ที่ให้กฎหมายลำดับต่ำกว่าคือพระราชกฤษฎีกา ไปยกเลิกกฎหมายที่ลำดับสูงกว่าคือพระราชบัญญัติ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยตัดสินไว้แล้วว่า กรณีไม่ขัดกับลำดับศักดิ์ของกฎหมาย เพราะกฎหมายที่ยกเลิก พรบ.จริงๆแล้วคือพรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พรฎ.เป็นเพียงกำหนดเงื่อนเวลาเท่านั้น เช่นกันครับมองเผินๆ อาจจะดูว่ากรณีนี้ปิดประตูชนะอีกกรณีนึง เพราะประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินมาแล้ว และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เดี๋ยวก่อนครับท่านผู้อ่าน ผมมีข้อสังเกตดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการแรก แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเคยตัดสินในกรณีดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็เป็นเพียงการตัดสินในประเด็นที่ว่า พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจขัดรัฐธรรมนูญครับ ไม่ใช่เรื่องพรฎ.ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะลำดับศักดิ์ของกฎหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สอง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรก็แต่เรื่องหรือประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้เท่านั้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่บ่อเกิดแห่งกฎหมาย หรือไม่ใช่ตัวบทกฎหมายที่ศาลปกครองจะต้องหยิบยกขึ้นมาใช้ในการตัดสินคดี ดังนั้หากศาลปกครองจะยกหลักกฎหมายเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายมายกเลิก พรฎ.ตัวนี้ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สาม อันนี้ขาดเหตุผลทางกฎหมายอย่างสิ้นเชิงครับ แต่ศาลปกครองกับศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินขัดแย้งกัน(ผมเรียกว่างัดข้อกัน) ในเรื่องอำนาจศาลในการควบคุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้วศาลปกครองจะเห็นด้วยไปซะหมดนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นหากฝ่ายคัดค้านชนะคดี ผมว่าน่าจะเป็นการจุดประกายไฟการทบทวนการแปรรูปรัฐวิสหากิจ ให้เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น เพราะการแปรรูปตาม พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีการออกกฎหมาย 2 ฉบับนี้เสมอ รัฐจะต้องออกกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ผมก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-113263230683612541?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/113263230683612541/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=113263230683612541' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113263230683612541'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113263230683612541'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2005/11/blog-post_22.html' title='แปรรูปรัฐวิสาหกิจ'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-113155600977318648</id><published>2005-11-09T23:56:00.000+07:00</published><updated>2005-11-10T00:06:49.786+07:00</updated><title type='text'>ขายบุหรี่</title><content type='html'>เมื่อเช้านี้ระหว่างกำลังแต่งองค์ทรงเครื่องจะออกไปทำงาน  แว่วเสียงคุณสรยุทธ แห่งเรื่องเล่าเช้านี้ กำลังสัมภาษณ์บุคคลในข่าวเรื่องการห้ามวางจำหน่ายบุหรี่ในที่ด้านหลังเคาน์เตอร์ของร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค  นายกสมาคมผู้ค้ายาสูบ และ CEO คนเก่งแห่ง 7-eleven แล้วบังเกิดความสนอกสนใจเพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผมเป็นอย่างยิ่ง  จึงนำมาเล่าข่าวคืนนี้กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท้าถึงความหนหลังฟังได้ว่า  กรมควบคุมโรคเกิดอยากจะบังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณาบุหรี่ ตามมาตรา 8 แห่ง พรบ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 (เอาตอนพุทธศักราช 2548 ซึ่งล่วงเลยเวลามาถึง 13 ปีนับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรา 8 ดังกล่าว ท่านว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของ&lt;br /&gt;ผลิตภัณฑ์ยาสูบในสิ่งพิมพ์ ทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เป็นการโฆษณาได้ หรือใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบในการแสดง การแข่งขัน การให้บริการหรือการประกอบกิจกรรมอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์ให้สาธารณชนเข้าใจว่าเป็นชื่อ หรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แปลไทยเป็นไทยง่ายๆจะได้ความว่า “ห้ามโฆษณาบุหรี่” ซึ่งหากพิจารณาดูกันจริงๆ จะพบว่าไม่มีตอนใดของกฎหมายที่จะให้ตีความรวมไปถึงการวางขายบุหรี่ธรรมดาๆ  แต่ที่นี่ประเทศไทย  จ้าวแห่งการตีความ  จึงได้นำคำนิยามของกฎหมายคือคำว่า  “โฆษณา” ซึ่งหมายความว่า การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า มาประกอบกัน  รวมแล้วเลยได้ความว่า การที่ร้านสะดวกซื้อวางขายบุหรี่นั้นถือเป็นการโฆษณา มีความผิด มีโทษปรับครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และด้วยความรอบคอบของฝ่ายราชการ  กรมควบคุมโรคจึงส่งให้ฝ่ายกฎหมายของแผ่นดิน หรือคณะกรรมการกฤษฎีกา ช่วยตีความ  ทางฝ่ายกฎหมายก็เกรงว่าฝ่ายที่ส่งเรื่องมาจะเสียน้ำใจจึงตีความให้ว่า  การจะถือว่าการวางขายบุหรี่เป็นการโฆษณาหรือไม่นั้นต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป   และได้ยกตัวอย่างว่าการจะถือว่าเป็นการโฆษณาอันจะเป็นความผิด ก็เช่น วางซองบุหรี่เรียงติดๆกันให้สะดุดตาประชาชนที่เข้ามาซื้อของ  หรือมีการซื้อพื้นที่ในการวางจำหน่ายของบริษัทบุหรี่ทั้งหลาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ทั้งนั้นฝ่ายรัฐให้เหตุผลของการกระทำดังกล่าวว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดติดในตราหรือแบรนด์ของบุหรี่  อันอาจส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่ในอนาคต  และเพื่อลดการบริโภคบุหรี่ของประชาชน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังเหตุผลผมรู้สึกทะแม่งทะแม่งยังไงชอบกล  หากใช้หลักกฎหมายมหาชนเรื่องหลักความได้สัดส่วน ที่มีหลักเกณฑ์ว่า การกระทำของรัฐที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ต้องได้สัดส่วน  ซึ่งไอ้หลักสัดส่วนที่ว่ามันใช้อย่างนี้ครับ  คือดูการกระทำของรัฐแล้วตอบคำถาม 3 ข้อนี้ ว่าเป็นไปตามนี้แล้วหรือยัง&lt;br /&gt;1. วิธีการกระทำนั้นต้องเป็นวิธีที่ทำแล้วได้ผลตามวัตถุประสงค์ที่จะทำ &lt;br /&gt;2.ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว&lt;br /&gt;และ 3.ทำแล้วคุ้มค่ากับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เสียไป  มาวิเคราะห์แล้ว  จะเห็นได้ว่ามันไม่ได้สัดส่วนกันเลย  แค่ข้อแรกก็ตอบไม่ได้แล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตั้งคำถามเองตอบเอง ในฐานะสิงห์อมควันคนนึง ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ถ้าเด็กไม่เห็นบุหรี่ในร้านสะดวกซื้อ เด็กจะไม่มีโอกาสได้เห็นเลยหรือว่าซองบุหรี่หรือบุหรี่หน้าตาเป็นยังไง &lt;br /&gt;      -ผมตอบเลยว่าเป็นไปไม่ได้ตราบใดที่บุหรี่ยังไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. พวกสิงห์อมควันทั้งหลายไม่เห็นบุหรี่วางโชว์ไว้แล้วเค้าจะไม่สูบบุหรี่เลยหรือ &lt;br /&gt;      -ตอบเองอีกว่าไม่ใช่  ถ้าเค้าไม่เห็นเค้าจะถามว่ามีขายไหม  ถ้าไม่มีจะไปซื้อร้านอื่นที่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ถ้าคนที่ไม่เคยคิดจะสูบบุหรี่เห็นซองบุหรี่แล้วจะเกิดความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาทันทีเลยหรือ&lt;br /&gt;      - ผมก็ตอบอีกว่า บุหรี่ไม่ใช่ขนมเค้กนะครับ  ที่เห็นหน้าตาแล้วอยากกิน  และจากประสบการณ์ถามบรรดาผู้ร่วมอุดมการณ์ด้วยกันว่าเริ่มสูบบุหรี่ได้ยังไง  ร้อยละ 99.99 จะตอบว่าสูบตามคนอื่น เห็นคนอื่นสูบเลยอยากสูบด้วย ทั้งเห็นจากเพื่อนด้วยกัน  จากพ่อหรือญาติใกล้ชิด จากดาราหนัง  จากการ์ตูน  ไม่มีใครตอบผมว่าเห็นซองมันสวยดีเลยอยากสูบ  และขอโทษเถอะครับ  ซองบุหรี่สมัยนี้  ผมเห็นแล้วยังไม่อยากสูบเลยครับ  นับประสาอะไรกับคนไม่เคยสูบบุหรี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลยคิดว่ามันไม่น่าจะใช่วิธีที่ถูกที่ควรสำหรับเหตุผลของฝ่ายรัฐ  หากถามผมเองว่าแล้วควรรณรงค์แบบไหนล่ะ  ผมตอบเลยว่าผมกลัวพวกตัดกล่องเสียงที่สุดครับ  พวกมีรูที่คอ  จะพูดทีต้องใช้เครื่องช่วย  เอาพวกนั้นมาโฆษณาทุกวันซิครับ ไม่แน่ว่าผมอาจจะเป็นคนแรกที่ยกมือของเลิกบุหรี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาดูทางฝั่งร้านสะดวกซื้อกันมั่ง  ซึ่งเค้าก็ไม่ยอมซิครับ ใครจะยอมล่ะ  ก็เค้าวางขายของเค้ามานมนานกาเล  อยู่จะมาบอกว่าเป็นความผิดได้ยังไง  ตัวแทนจากฝ่ายร้านสะดวกซื้อให้เหตุผลว่า  การวางขายบุหรี่ ก็เหมือนกับวางขายขนมปังนั่นแหละ  มีที่ว่างตรงไหนก็วางตรงนั้น  ไม่เห็นจะเป็นการโฆษณาตรงไหนแต่ที่ต้องวางไว้หลังเคาน์เตอร์เพื่อให้สะดวกในการควบคุมการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18  อุตสาห์สนอง นโยบายรัฐบาลแล้ว  จะมาบอกว่าเค้าโฆษณาไม่ได้  ทาง CEO คนเก่งก็ให้เหตุผลว่า ถ้าไม่วางไว้ให้คนเห็นจะผิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่กำหนดให้ร้านค้าต้องวางสินค้าที่จะขายให้ประชาชนเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าเหตุผลของฝ่ายรัฐฟังไม่ค่อยจะขึ้นแล้วนะ  มาฟังอีกฝ่าย นึกภาพออกเลยครับว่าสีข้างแดงแจ็ดแจ๊   ตรงมือมีร่องรอยการบาดเจ็บจากการกระทบกับของแข็ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะควบคุมการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี น่ะ วางตรงไหนก็ได้ครับ  เพราะสุดท้ายเค้าก็ต้องเอาบุหรี่มาจ่ายเงินอยู่ดี เว้นแต่ว่าเด็กคนนั้นจะขโมยบุหรี่  ซึ่งมางร้านไม่มีทางที่จะให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าบอกว่าไม่มีเจตนาจะโฆษณาแล้วทำไมต้องวางให้สะดุดตาขนาดนั้น  สมมุติว่าผมจะเข้าไปซื้อของซักอย่างในร้าน  เช่นผมจะซื้อขนมปัง  ผมต้องมองหาก่อนว่าของมันวางอยู่แห่งหนตำบลใด  แต่บุหรี่นี่ไม่ต้องมองก็เห็นครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเหตุผลสุดท้ายฟังดูเข้าท่าสุด  ถ้าไม่วางบุหรี่ให้คนเห็นจะผิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค  ซึ่งประเด็นนี้ผมเห็นว่ากม.ควบคุมบุหรี่เป็นกฎหมายเฉพาะ คือเป็นกฎหมายเฉพาะเรื่องเฉพาะราว กรณีนี้คือเรื่องการขายบุหรี่   ส่วนกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกฎหมายทั่วไป  ตามหลักกฎหมายแล้ว  มีกฎหมายเฉพาะต้องใช้กฎหมายเฉพาะก่อนกฎหมายทั่วไปครับ ดังนั้นเหตุผลนี้จึงตกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งในประเด็นเรื่องเหตุผลนี้เมื่อเช้าคุณสรยุทธถามโดนใจผมมากเลย  แกถามว่า  คุณ(ร้านค้า)ไม่กลัวเสียภาพลักษณ์หรือ  เพราะกระแสมันแรงพอที่จะปลุกปั่นให้เกิดการต่อต้านร้าน 7-อีเลฟเว่น  คุณก่อศักดิ์ CEO คนเก่ง  ตอบว่าไม่กลัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย  ซึ่งผมเห็นว่าขัดกับหลักคนทำธุรกิจเป็นอย่างยิ่งครับ  เพราะตราสินค้าหรือแบรนด์นี่ผมว่าน่าจะมีความสำคัญมาก  จนบางทีไม่อาจประเมินค่าได้  การสวนกระแส ทั้งที่ถ้าตามกระแสก็ไม่น่าจะเกิดความเสียหายแต่ประการใด  แต่เค้าไม่ทำ  ทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่ามีอะไรเบื้องหลังหรือเปล่า  เช่นมีการให้ผลประโยชน์จากบริษัทบุหรี่หรือเปล่าที่ให้วางขายตรงจุดนี้  เพราะว่าผมว่าการวางขายให้เห็นหรือไม่เห็นก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบถึงยอดขายตามเหตุผลของสิงห์อมควันที่ผมให้ไว้ข้างต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งงงกับตัวผมว่าผมจะเอายังไงกันแน่  เดี๋ยวด่ารัฐ เดี๋ยวด่าเอกชน  จุดยืนผมง่ายๆว่า  กรณีนี้ผมเห็นว่ารัฐทำไม่ถูกตามหลักกฎหมายที่ควรจะเป็น  และไม่ส่งผลที่จะตอบสนองความต้องการของรัฐได้  เพราะสุดท้ายคนก็สูบบุหรี่เหมือนเดิม  เด็กก็อยากลองสูบเหมือนเดิม  แต่การกระทำของรัฐดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลข้างเคียง  คือกระแสการต่อต้านการสูบบุหรี่อย่างกลายๆ  ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี  เห็นควรให้ทำต่อไป  ส่วนทางฝั่งร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย  ผมไม่เห็นว่าการที่ไม่โชว์บุหรี่ แต่ขึ้นป้ายว่ามีขายบุหรี่จะทำให้ยอดขายบุหรี่ลดลงแต่อย่างใด  ถ้าท่านทำสังคมจะสรรเสริญท่าน  แต่ถ้าท่านยังยืนกรานไม่ทำ ผมว่าผลเสียจะตกอยู่กับท่านนะกรับ  คิดดีๆ กรับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-113155600977318648?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/113155600977318648/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=113155600977318648' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113155600977318648'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113155600977318648'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2005/11/blog-post_09.html' title='ขายบุหรี่'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-113126377260464352</id><published>2005-11-06T14:24:00.000+07:00</published><updated>2005-11-06T15:03:44.300+07:00</updated><title type='text'>ขาลง?</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7564/1321/1600/548000018723001.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7564/1321/320/548000018723001.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7564/1321/1600/548000018713401.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 192px; CURSOR: hand; HEIGHT: 171px" height="230" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7564/1321/320/548000018713401.jpg" width="455" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร VS เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุณว่าใครจะขึ้นก่อนกัน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ขาลง" ตามพจนานุกรมฉบับนายธนุสแปลว่า "คราวตกต่ำ" หากจะสังเกตว่าบุคคลใดอยู่ในช่วงขาลง ต้องพิจารณาถึงสององค์ประกอบ องค์ประกอบแรก องค์ประกอบของการกระทำ กล่าวคือบุคคลคนนั้นทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ ทำอะไรแล้วตั้งใจจะให้เกิดผลอย่างนึงกลับไปเกิดผลอีกอย่างนึง อาทิเช่นตั้งใจหาเสียงกับประชาชน ก็ได้เสียงจากประชาชนมาจริงๆ แต่เป็นเสียงบริภาษทั่วสารทิศมาแทน ฯลฯ แต่หากเป็นช่วงขาขึ้น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือฟลุค ทำอะไรก็ดูดีไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์ประกอบที่สอง การตอบรับของการกระทำ กล่าวคือ ในสายตาของคนนอก บุคคลคนนั้นทำอะไรก็ผิดไปหมด ไม่ว่าจะก้าวตีนซ้าย คนภายนอกก็จะด่าว่าทำไมไม่ก้าวตีนขวา แต่หากเป็นช่วงขาขึ้น ขนาดขี้ก็ยังว่าหอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่าลืมนะครับว่ามีขาลงก็ต้องมีขาขึ้น ว่าแต่ว่าใครจะขึ้นก่อนกันล่ะกรับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-113126377260464352?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/113126377260464352/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=113126377260464352' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113126377260464352'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/113126377260464352'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2005/11/blog-post.html' title='ขาลง?'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-112921883416384346</id><published>2005-10-13T22:44:00.000+07:00</published><updated>2005-10-13T22:53:54.173+07:00</updated><title type='text'>เสรีภาพสื่อมวลชน</title><content type='html'>ตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทยภายใต้การนำของคุณทักษิณขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็มีความพยายามจะทำให้ระบบการตรวจสอบตามโครงสร้างของรัฐธรรมนูญพิกลพิการใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพตามที่คาดหวังไว้ตอนร่างรัฐธรรมนูญ แต่แม้ว่าจะหนีการตรวจสอบอย่างไรก็หนีไม่พ้นการตรวจสอบของบรรดาสื่อมวลชนที่ขุดคุ้ย เรื่องราวการทุจริต คอร์รัปชั่น การใช้อำนาจหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายอำนาจรัฐมาตีแผ่ให้ประชาชนตาดำๆ ได้รู้ข้อเท็จจริง ยกตัวอย่างกรณีการทุจริตเรือขุดเอลลิคอต กรณีค่าโง่ทางด่วน หรือแม้แต่กรณีคดีซุกหุ้นของคุณทักษิณ ถ้าสื่อมวลชนเป็นหมาเฝ้าบ้านแล้วไซร้ ผมยกให้เป็นหมารอตไวเลอร์ ตัวใหญ่ ประเภทกันแล้วไม่ปล่อย เหมาะสมกับการนำมาเฝ้าบ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความไม่ชอบมาพากลอย่างประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมไม่ได้เขียน blog ตอนนี้เพื่อยกย่องสื่อมวลชนแต่อย่างใด แต่ผมกำลังสงสัยใน “เสื้อเกราะกันกระสุน” ที่คุ้มครองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่มีชื่อในการกฎหมายว่า “เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน” ทั้งๆที่กฎหมายให้เสื้อเกราะดังกล่าวไว้เพื่อคุ้มครองการทำหน้าที่โดยสุจริตของตนแต่เพียงอย่างเดียว แต่สังคมโดยเฉพาะเจ้าของเสื้อเกราะกำลังตีความให้เสื้อเกราะตัวนี้ เป็นเหมือนป้ายอาญาสิทธิ์ที่ใครก็ล่วงละเมิดมิได้ ไม่ว่าตนเองจะละเมิดจรรยาบรรณของตนเองหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าใครๆก็ยอมรับว่าสื่อมวลชนต้องมีอิสระในการนำเสนอข่าวสาร ต้องปราศจากการแทรกแซงการทำงานไม่ว่าจากหน่วยงานของรัฐ หรือจากกลุ่มทุนที่เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่างที่ไม่อาจทราบได้ ทุกๆครั้งที่สื่อมวลชนเป็นฝ่ายถูกกระทำ กระแสสังคมมักจะเอาใจช่วยฝ่ายสื่อมวลชนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากกรณีการเข้าซื้อไอทีวีของกลุ่มชินคอร์ป กรณีการฟ้องนักข่าวของไทยโพสต์ กรณีการเข้าซื้อหุ้นมติชนและโพสต์ของคุณไพบูลย์ หรือแม้แต่กรณีล่าสุดอย่างการถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากช่อง 9 และการที่คุณทักษิณฟ้องคุณสนธิ ทุกกรณีกระแสสังคมต่างชูธงเสรีภาพสื่อมวลชน ปลอดจากการแทรกแซง แม้ว่าอีกฝ่ายจะทำตามถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ก็ไม่วายโดนด่ากลับไปเลียแผลที่บ้านทุกรายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างล่าสุดมีการจัดแถลงข่าวร่วมกันของสื่อมวลชนไทย กับองค์กรสื่อจากเมืองนอก ซึ่งได้พูดถึงกรณีการฟ้องร้องสื่อมวลชนของคุณทักษิณที่ฟ้องคุณสนธิ ว่าไม่ควรทำ เพราะคุณทักษิณเป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ควรใช้สิทธิทางศาลปกป้องตัวเอง ผมอ่านแล้วจะสรุปว่าบุคคลสาธารณะใช้สิทธิทางศาลไม่ได้ (ในสายตาของสื่อมวลชน) ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ไม่น่าจะผิดไปจากความเป็นจริงซักเท่าใดนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพูดถึงบุคคลสาธารณะ ในช่วงหลังๆ ผมมักจะนึกถึงโฆษณาสีทาบ้านยี่ห้อนึง ที่ใช้การเล่นคำพ้องเสียง โดยเริ่มต้นที่ว่า “ศรี”ทนได้คะ แล้วก็ให้ “ศรี” ทำงานบ้านอย่างหนักหน่วง ใครเห็นก็ต้องสงสาร และมาบอกในตอนสุดท้ายว่า สีที่ทนได้ต่อทุกสภาวะอากาศน่ะคือสีทาบ้าน หาใช่ “ศรี” ที่เป็นคนไม่ ซึ่งดูไปดูไปสภาพของบุคคลสาธารณะก็คล้ายกับ “ศรี” ในโฆษณาเช่นกัน คือต้องอดทนต่อทุกสภาวะ ตอบโต้อะไรก็ไม่ได้ ต้องเป็น “ศรี” ของสังคม ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ ด่าได้มาอัธยาศัย ซึ่งผมลองนึกทบทวนวิชากฎหมายที่ได้ร่ำเรียนมา ไม่พบว่าคำว่า “บุคคลสาธารณะ” มีความหมายในทางกฎหมายแต่อย่างใด และไม่มีกฎหมายใดๆที่จะห้ามไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิทางศาลได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีสิทธิและเสรีภาพใดที่สามารถใช้ได้โดยปราศจากขอบเขต หากใช้เกินขอบเขตย่อมต้องมีความรับผิดเป็นธรรมดา ในกรณีที่คุณทักษิณหรือกรณีของบริษัทชินคอร์ป ใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถกระทำได้ ก็เพราะหากสื่อมวลชนทำตามจรรยาบรรณสื่อสารมวลชนที่ดีแล้วนั้น กฎหมายก็รับรองและก็คุ้มครองให้อยู่แล้ว นอกซะจากว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง หรือกระทำการโดยไม่สุจริตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมลงท้ายด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 237-238/2514 ให้อ่านไว้เป็นอุทาหรณ์ สื่อมวลชนแอบแฝงบางคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่จำเลยป่าวประกาศ ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ว่าโจทก์เป็นผู้ไม่นิยมการปกครองระบอบที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งเป็นที่น่ารังเกียจของประชาชนชาวไทย และการป่าวประกาศซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงว่าโจทก์เป็นคนโลภอำนาจทางการเมืองและมักใหญ่ใฝ่สูง ยอมทิ้งตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และและกลายเป็นผู้ที่ประชาชนชิงชังจนไม่อาจอยู่ประเทศไทยได้ ดังนี้ ย่อมเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ มีความผิดฐานละเมิดโดยการไขข่าวแพร่หลาย ตามมาตรา 423 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-112921883416384346?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/112921883416384346/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=112921883416384346' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112921883416384346'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112921883416384346'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2005/10/blog-post.html' title='เสรีภาพสื่อมวลชน'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-112800508084553036</id><published>2005-09-29T21:34:00.000+07:00</published><updated>2005-10-11T11:25:07.566+07:00</updated><title type='text'>ภาษาไทยวันละคำ</title><content type='html'>&lt;span style="color:#990000;"&gt;ภาษาไทยวันละคำ วันนี้เสนอคำว่า “คิดได้ไงวะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า “คิดได้ไงวะ” เป็นภาษาพูดของคำว่า “เขาคิดสิ่งนั้นขึ้นมาได้อย่างไร” ใช้ได้สองความหมาย ความหมายแรกสำหรับความคิดที่ไม่มีใครคิดถึงมาก่อน ในทำนองชื่นชม ทึ่ง ในความสามารถของผู้คิด ความหมายที่สอง ใช้ในความหมายของความคิดที่ไม่เข้าท่า ทุเรศทุรัง ผู้พูดรู้สึกอับอายแทนเจ้าของความคิด มักใช้คู่กับคำว่า “เอาสมองส่วนไหนคิดวะ” ถ้าจะให้ได้อารมณ์แบบฮาร์ดคอร์ ต้องใช้คำนามที่ใช้เรียกสัตว์เลื้อยคลาน 4 ขา ที่ชอบเดินแถวทำเนียบรัฐบาล กับคำนามที่ใช้เรียกบุพการีของบุคคลที่สองประกอบ รวมกันจะได้เป็น “เ...ย แม่.. คิดได้ไงวะ!!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อก่อนคำๆนี้มักใช้กับวงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ หนังสือนิยาย เพลงและมักใช้ในความหมายแรกมากกว่าอย่างหลัง และค่อยๆมีวิวัฒนาการมาใช้กับวงการตลก ในความหมายที่สองมากขึ้น ปัจจุบัน คำนี้ปรากฏมากขึ้นในวงการการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามาดูตัวอย่างของการใช้คำว่า “คิดได้ไงวะ” จากดาราตลกกิตติมาศักดิ์ ทั่นปั๊ตตานา จากคณะเหลี่ยมเชิญยิ้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บุคคลทั่นนี้ส่งเสริมชาวนาเลี้ยงกุ้งกุลาดำในที่นาของตนเอง ทั้งๆที่กุ้งกุลาดำเป็น&lt;strong&gt;กุ้งทะเล&lt;/strong&gt;??&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผลงานที่ทำให้โด่งดังเป็นพลุแตก คือวาทะแห่งปีที่สูสีกับวาทะที่ว่า “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ”&lt;br /&gt;ได้แก่วาทะที่บริภาษนักเรียนอาชีวะที่ตีกันในงานคอนเสิร์ตว่า “พวกสมองควาย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาทั่นก็ได้ผลิตผลงานประเภท “คิดได้ไงวะ” ออกมาอย่างต่อเนื่องราวกลับกลัวว่าทั่นหัวหน้าคณะจะไม่เห็นผลงาน ซึ่งผลงานต่อมา คือการเจรจาการค้าเสรี ทั่นได้เสนอแนวคิดเด็ดอีก ว่า “การค้าเสรีจะนำมาซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ จะทำให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องแยกกันระหว่างผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยกับคนส่วนใหญ่ &lt;strong&gt;เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถทำมาหากินกับอาชีพเดิมได้ ก็ให้เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นเลย!!!(ไป๊)&lt;/strong&gt;” &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;แนวคิดต่อมาก็สร้างความฮือฮาสะท้านวงการอีกครั้ง กับแนวคิด&lt;strong&gt;นำเข้าข้าว&lt;/strong&gt;จากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งๆที่ประเทศไทยผลิตข้าวได้มากอันดับต้นๆของโลก โดยให้เหตุผลว่า &lt;strong&gt;เราส่งออกข้าวมาก  กลัวข้าวในประเทศจะขาดแคลน!!! &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ยังไม่หมดเท่านี้ มีต่อกับวิธีคิดแบบ “คิดได้ไงวะ” &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;ปัญหาเด็กทารกถูกทิ้งตามถังขยะ&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt; จะทิ้งก็อย่าทิ้งเลยถังขยะ มันเหม็น สงสารเด็ก ผิดกฎหมายด้วย มาทิ้งกับทั่นนี่ เดี๋ยวทั่นดูแลให้ มีปัญญาเลี้ยงเมื่อไหร่มาเอาคืนไป ถ้าไม่คิดจะเลี้ยงแล้วยกให้ทั่นไปเลย ทั่นไม่ว่า (ดีไม่มีโปรโมชั่นพิเศษ ทิ้ง 2 คน โทรมือถือฟรี 24 ชั่วโมง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;นักเรียนอาชีวะตีกัน&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt; อยากตีกันนัก ชอบใช้กำลังกันนักใช่ไหม เอาไปเป็นผู้พิทักษ์สังคม ทำหน้าที่จับขอทาน!! &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;เด็กซิ่งรถแข่งกันบนถนน&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt; เอาอยากซิ่งกันเดี๋ยวปิดถนนให้ซิ่งกันตามใจชอบ อยากได้ถนนเส้นไหนบอกเดี๋ยวจัดให้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;วันนี้คงจบแต่เพียงเท่านี้ สวัสดี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;***อ๊ะอ๊ะ!!?? อย่าลืมนะครับว่ามันมีสองความหมาย ส่วนจะใช้ในความหมายใดก็เชิญตามอัธยาศัย***&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-112800508084553036?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/112800508084553036/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=112800508084553036' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112800508084553036'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112800508084553036'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2005/09/blog-post_29.html' title='ภาษาไทยวันละคำ'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-112732086639808233</id><published>2005-09-21T23:31:00.000+07:00</published><updated>2005-09-29T21:56:23.176+07:00</updated><title type='text'>แจ้งข่าวโฆษณา</title><content type='html'>ตอนนี้หายไปนานเนื่องจากติดภารกิจการศึกษา ตอนแรกกะจะเขียนเรื่องอากู๋ซะหน่อย ก็ปรากฏอากู๋ใจไม่สู้ถอนทัพซะก่อน เลยหมดมุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และตอนนี้ผมกำลังเกลี้ยกล่อม ชักจูง ว่าที่นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ ผู้มีข้อมูลวงในทางการเมืองมาเม้าท์ เอ้ย!! มาร่วมขีดๆเขียนๆ กันในชุมชน blogger แห่งนี้ ส่วนลีลาจะดุเด็ดเผ็ดมันขนาดไหนโปรดติดตาม (ถ้าสำเร็จจะแจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนตัวผมขอตัวไปทำงานการศึกษาต่อนะคร้าบ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-112732086639808233?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/112732086639808233/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=112732086639808233' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112732086639808233'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112732086639808233'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2005/09/blog-post_21.html' title='แจ้งข่าวโฆษณา'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-112611084467164227</id><published>2005-09-07T23:22:00.000+07:00</published><updated>2005-09-07T23:34:04.680+07:00</updated><title type='text'>สงครามก๋วยเตี๋ยวเรือ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เที่ยงวันของวันเสาร์วันนึงเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว หลังจากที่ผมและผองเพื่อนทั้งหมดนับหัวรวมได้ 13 คน เสร็จสิ้นภารกิจการวิ่งไล่หวดลูกหนัง แถวๆซอยโยธี ใกล้ๆกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ภายใต้ความเหน็ดเหนื่อยตามประสาคนนานๆออกกำลังกายที พวกผมก็เดินทางออกจากสนามบอลด้วยอาการของคนหิวโหยขนาดกินช้างได้คนละตัว มุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ชัยฝั่งถนนพหลโยธินอันเป็นบริเวณที่สิงสถิตของบรรดาร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือทั้งหลาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องอย่างไม่ปราณีใคร อากาศที่แสนจะร้อนอบอ้าวของตอนเที่ยงวันผสมกับความเหนื่อยล้าหลังเตะบอลมา ทำให้ผมและชาวคณะเลือกร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่อยู่มุมสุดที่ชื่อป๋ายักษ์ เพราะเป็นร้านเดียวในตอนนั้นที่ติดแอร์ประกอบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ กิน 20 ชาม แถมโค้กลิตร 1 ขวด ทำให้ผมคิดในใจ “ป๋ายักษ์เสร็จกูแน่” (แต่เอาเข้าจริง ๆ พวกผมต่างหากที่เสร็จป๋ายักษ์ เพราะโค้กลิตรที่แถมก็กินกันไม่หมด แถมแกคิดค่าแอร์พวกผมด้วยคนละ 3 บาท)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เมื่อก๋วยเตี๋ยวเรือชามแรกมาถึงผมก็ไม่รอช้ารีบจัดการโซ้ยด้วยความหิวโหย ซึ่งหากนับตั้งแต่เที่ยงวันของเมื่อวันวาน ยังไม่อะไรตกถึงท้องผมเลย นอกจากสุรา โซดา น้ำเปล่า และเกเตอร์เรท ในไม่ช้าเสียงพูดคุยในโต๊ะก็เริ่มสงบลง เมื่อทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคือจัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้หมดไป ผมกินไปได้ 2 ชาม ก็ได้ยินเสียงใครบางคนพูดออกมาว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เฮ้ย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเงยหน้ามามองเจ้าของคำอุทาน เห็นมันทำหน้ากึ่งจริงจังกึ่งเล่นๆ พร้อมกับพูดว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หารเท่านะโว้ย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำให้ผมต้องเหลือบไปมองอนุสาวรีย์แห่งความหิวโหยที่กองอยู่ตรงหน้ามัน พร้อมกับนับคร่าวๆ มันมากกว่าของผมเท่านึง สมองผมก็เริ่มคำนวณถึงจุดคุ้มทุนหากรับปากมันไป ในขณะที่ผมกำลังคำนวณศักยภาพในการกินของตัวเองอยู่นั้น เพื่อนของผมอีกคนก็รับหลักการ “หารเท่า” ทันที โดยการทำตัวเป็นโฆษกประกาศให้ทุกคนได้ยินทั่วถึงกัน ทำให้อารมณ์ของการเอาชนะคะคานได้ปะทุขึ้นในใจของผมและของใครอีกหลายคน จริงๆไอ้เรื่องหารเท่าไม่มีใครสนใจเท่าไหร่ แต่เรื่องกินเยอะกินน้อยเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีจะยอมกันไม่ได้ ยิ่งกินเยอะกว่าคนอื่นและหารเท่า ซึ่งก็หมายความว่าเราจ่ายน้อยกว่าคนอื่น เป็นความภาคภูมิใจอย่างนึงของคนกินก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ (ไม่รู้คิดได้ไง)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;สงครามก๋วยเตี๋ยวเรือจึงได้อุบัติขึ้น จากเดิมที่แต่ละคนสั่งทีละ 2 ชาม 3 ชาม กลายเป็นสั่งทีละ 5 ชาม (สั่งรวมๆกัน) จากธรรมดาที่เคยกินแค่ 6 ชามอิ่ม ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ไม่มีใครยอมใคร ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตากินให้ได้เยอะที่สุดเพื่อสร้างความได้เปรียบตอนจ่ายตัง แต่คนที่ยิ้มแก้มปริก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ป๋ายักษ์เจ้าของร้านนี่เอง ที่อยู่ๆดีก็มีคนมาสร้าง demand ให้กับร้าน ทั้งๆที่ร้านของแก หากเปรียบเทียบเรื่องรสชาติจะด้อยกว่าร้านอื่นอย่างเห็นได้ชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่ามกลางเสียงยกธงขาวยอมแพ้ “กูไม่ไหวแล้วว่ะ” ของสหายสงครามหลายคน หาได้ทำให้ผมท้อแท้ไม่ ผมยังคงกินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อนุสาวรีย์แห่งความหิวโหยที่ได้เปลี่ยนเป็นอนุสาวรีย์แห่งศักดิ์ศรีการกิน ก็กองสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว จนในที่สุดในสมรภูมิก๋วยเตี๋ยวเรือก็เหลือผู้รอดชีวิตอยู่เพียง 3 นาย คือผม ,เจ้าของวลี “หารเท่า” และทั่นโฆษก นับดูผลงานของแต่ละคน ผมกินได้ที่ 13 ชามเท่ากันกับไอ้เจ้าโฆษก แต่ไอ้ตัวอาชญากรสงครามมันกินได้ 14 ชาม พร้อมกับสีหน้าท่าทางที่บ่งบอกว่า “กูไม่ไหวแล้ว” ผมก็เลยถือโอกาสประกาศสงบศึก และกำลังจะยกตำแหน่งผู้ชนะให้แก่มันไป เพราะหากยังถือศักดิ์ศรีกินมากกินน้อยต่อไป ผมเล็งเห็นผลว่าไม่เป็นชูชกท้องแตกตาย ก็ต้องมีการคายของเก่าทิ้งกันบ้างล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สงครามครานี้ไม่ยอมจบง่ายๆครับ เมื่อปรากฏ “ตาอยู่ร่างยักษ์” เพื่อนผมที่เดินทางจากปิ่นเกล้ามาอนุสาวรีย์ชัยเพื่อกินก๋วยเตี๋ยวเรือโดยเฉพาะ พอมันมาถึงโฆษกคนเดิมก็ประกาศกติกาอย่างไม่เกรงใจผู้มาทีหลังทันทีว่า “มาก่อน มาหลัง หารเท่าหมด” ชายร่างยักษ์ผู้มาทีหลังบ่นเป็นเชิงน้อยใจว่า “ทำไมไม่โทรมาบอกให้เร็วกว่านี้ กูเพิ่งกินข้าวไป 2 จานนะโว้ย หารเท่าเลยหรือวะ” แต่ไอ้คนที่ประกาศตัวว่าเพิ่งกินข้าวมา 2 จานนี่แหละครับ กลับมาแรงแซงทางโค้ง กินคนเดียวและรวดเดียว 16 ชาม คว้าตำแหน่งแชมป์ไปครองอย่างพลิกความคาดหมาย พร้อมกับประกาศว่า “กูยังกินได้อีกนะเนี่ย แต่เกรงใจพวกมึงต้องมานั่งรอกูกินคนเดียว” โถให้รอน่ะผมรอได้ แต่เห็นมันกินแล้ว ผมและผองเพื่อนผะอืดผะอมครับ อยากอ๊วกต่อหน้ามันให้ได้ซิหน่า ทรมานจริงๆ แทนที่จะกินกันอย่างมีความสุข นั่งคุยกันไปเพลินๆ กินพอดี ๆ ก็น่าจะพอแล้วคิดไปคิดมาก็เพราะไอ้คำว่า “หารเท่า” แท้ๆ เลยเป็นอย่างนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มารำลึกความหลัง เพราะวันนี้ผมได้มีโอกาสไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่อนุสาวรีย์เมื่อตอนเย็น ความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้คือ ทุกร้านติดแอร์หมดแล้ว และราคาก็เพิ่มเป็น 7 บาท แต่ภายใต้เงื่อนไขเดิม คือผมยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น มีแต่ สุรา โซดา น้ำเปล่า และกาแฟเย็น ที่ได้สัมผัสกระเพาะของผมในรอบวันที่ผ่านมา แต่ผมกินแค่ 6 ชามก็อิ่มแล้ว ทำให้ผมนั่งนึกย้อนกลับไปว่า ตอนนั้น “ยัด” เข้าไปได้ไงวะนี่ ตั้ง 13 ชาม!?!?!?&lt;/span&gt; &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-112611084467164227?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/112611084467164227/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=112611084467164227' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112611084467164227'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112611084467164227'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2005/09/blog-post.html' title='สงครามก๋วยเตี๋ยวเรือ'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-112558873988752353</id><published>2005-09-01T22:12:00.000+07:00</published><updated>2005-09-01T22:32:19.893+07:00</updated><title type='text'>ไร้สาระกับ Owen และ Newcastle</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7564/1321/1600/HEADNEWS.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7564/1321/320/HEADNEWS.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;                                                           &lt;span style="font-size:78%;"&gt;รูปจาก &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nufcth.com/"&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;www.nufcth.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาใหม่อีกครั้งตามคำเรียกร้องของตัวเอง ที่หายไปนานเนื่องจากเกิดมรสุมชีวิตที่ office คือมีคนในฝ่ายผมลาออกไปคนนึง และแผนกผมก็ไม่ยอมรับคนใหม่มาทำแทน งานก็เยอะขึ้นเยอะขึ้น วัน ๆ ผมแทบจมกองแฟ้มลูกค้าตายคา office(ไม่รู้ว่าถ้าตายจริงจะมีเงินพิเศษให้หรือปล่าว เพราะตายขณะปฏิบัติหน้าที่) กลับบ้านก็ไม่ต้องทำอะไร นอนอย่างเดียว ไม่มีเวลาเลยจริงๆ ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่รู้ว่าผมจะเรียนจบเมื่อไหร่ ยิ่งเห็นตัวอย่างจากพี่ๆหลายๆคนแล้ว ต้องมาลุ้นกันตอนสัปดาห์สุดท้าย เห็นแล้วเสียวครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงคำว่า “ไม่มีเวลา” ทำให้ผมหวนนึกไปถึงตอนเรียนมัธยม มีอาจารย์ผมคนนึง แกบอกว่า ไอ้คนที่พูดว่าไม่มีเวลาน่ะคือคนโกหก โดยให้เหตุผลว่า “ถ้าไม่มีเวลาจริง แล้วมานั่งบ่นได้ไงว่าไม่มีเวลา แสดงว่าเวลาน่ะมี แต่ดันเอาเวลาที่มีมานั่งบ่น” แกบอกอย่างนี้ ผมก็แย้งอาจารย์อยู่ในใจ ว่า ไอ้ที่เค้าบ่นน่ะ หมายถึงไม่มีเวลาที่มากพอที่ทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จได้ต่างหากล่ะ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าแกมีส่งสัญญาณอย่างมีนัยยะสำคัญอะไร ยังไงหรือปล่าว ฟังตอนแรกก็งงๆ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่??????&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึง blog ผมก็ยังไม่ได้แนะนำตัวตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้มาใหม่ ผมขอยกยอดไว้คราวหน้าละกัน(แหะๆ) แต่ที่ผมมาเปิด blog ไว้ ด้วยเหตุผลมากมายหลายประการ โดยประการแรก เห็นรุ่นพี่ผมเปิด blog แล้ว มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในชุมชน blogger ซึ่งก็น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผม (แหะๆ) ประการต่อมา โดยกมล(สันดาน)แล้ว ผมเป็นคนขี้บ่นอย่างแรง แต่ส่วนใหญ่จะบ่นในใจ เพราะบ่นไปก็ไม่มีใครฟัง เลยเอาเรื่องที่อยากบ่นมาลงในนี้แทน(อย่าพึ่งเบื่อนะครับ) ประการที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้ผมกำลังจะเริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ แต่ผมมีข้อบกพร่องที่ร้ายแรงมากสำหรับการเขียนหนังสือ คือผมจัดระบบความคิดในหัวตัวเองไม่ได้ คือคิดได้แต่เรียบเรียงให้เป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ เลยคิดว่ามาซ้อมมือโดยการเขียน blog ถ้าจะดี แต่ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือเปล่า เพราะพอจะเขียนอะไรให้มันเป็นเรื่องเป็นราวซะหน่อยก็ไม่รู้ว่าบรรดาเซลล์สมองผมแอบโดดงานไปหลบอยู่ที่ไหนกันหมด ไม่ยอมมาช่วยกันคิดทำมาหากินซะบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าถึงเรื่องบอลอังกฤษซะหน่อย ข่าวที่กำลังฮือฮามากที่สุดตอนนี้คงไม่พ้นการย้ายทีมของ Owen มา Newcastle ของผม เรื่องนี้ พี่นิติรัฐ บอกทำใจไม่ได้ ไม่อยากเห็นโอเว่นลงเล่นให้ทีมอื่นเตะกับลิเวอร์พูล แต่ก็ต้องทำใจครับของอย่างนี้ เค้าเตะบอลเป็นอาชีพ และผมคิดว่า ถ้าโอเวนในเสื้อลายบาร์โค้ดของนิว เตะกับลิเวอร์พูล เค้าจะตั้งใจเล่นเป็นพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพของตัวเอง ดังนั้นหากนิวชนะโดยโอเวนยิงประตูชัยก็อย่าว่ากันนะครับ 5555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆผมว่า ไอ้หนวดซูเนส (ตอนนี้โกนหนวดแล้ว) มันแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ปัญหาของนิวไม่ใช่อยู่ที่เชียร์เรอร์แก่เกินไปอย่างเดียว ปัญหามันอยู่ที่การขาดซึ่งจินตนาการในการทำการบุกอย่างสิ้นเชิงของทีม กองกลางทำเกมไม่ได้ ต่อให้กองหน้าคมแค่ไหน ถ้าไม่มีคนจ่ายบอลให้ ก็จบข่าว และถ้าลองดูชื่อชั้นตัวผู้เล่นกองกลางของนิว ไม่ว่าจะเป็นดายเออร์ ,โบวเยอร์ ,เอ็มเร่, ปาร์กเกอร์, จีนาส(ย้ายไปสเปอร์แล้ว), มิลเนอร์ จะเห็นว่าไม่ได้ขี้เหร่แต่อย่างใด ซึ่งสรุปได้อย่างเดียวว่าคนคุมทีมห่วย ดังนั้นตำแหน่ง ที่นิวคาสเซิล ต้องการด่วนที่สุด คือ ผู้จัดการทีม ครับ และถ้านายหนวดจะเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว ควรรีบลาออกไปแล้วเปิดโอกาสให้คนอี่นมาทำทีมแทนดีกว่า ผมทนดูไอ้หนวดทำทีมมาปีนึงเต็มๆ เริ่มจะทนไม่ไหว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จะว่าไปไอ้หนวดก็ซื้อตัวผู้เล่นได้เก่งไม่เลว ดูแต่ละตัวที่มันซื้อมา สก็อต ปาร์กเกอร์ , เอ็มเร่ เบโลโซกลู (ถ้ายังจำฟุตบอลโลกฉบับเอเชียได้ หมอนี่เป็นตัวทำเกมคนสำคัญช่วยให้ตุรกีคว้าอันดับ 3 ในบอลโลกได้) ,เครก มัวร์ (กัปตันทีมชาติออสเตรเลีย) , อัลเบิร์ต ลูเก้ , และล่าสุด โอเวน กับโซลาน่า (เด็กเก่านิว) และก็เกือบได้ ฟรานเชสโก้ โคโค่ แบ็กซ้ายดาวรุ่งของอิตาลีเมื่อ 4-5 ปีก่อน ดังนั้นผมว่าตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดของซูเนสคือผู้อำนวยการฟุตบอลครับ ตำแหน่งเดียวกับที่เชลซี ไปแย่งคนของสเปอร์มา (ผมจำชื่อไม่ได้) เค้าน่าจะทำได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับแฟนนิว ณ เวลานี้คงไม่มีใครลุ้นแชมป์ แล้วละครับ อย่างแรกที่ลุ้นก่อนคือเมื่อไหร่ไอ้หนวดมันจะออกไปซะที และผมก็หวังว่า ซูเนส คงจะสำนึกได้ในเร็ววันนี้ ผมไม่อยากไปลุ้นหนีตกชั้นตอนปลายฤดูกาล...........&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-112558873988752353?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/112558873988752353/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=112558873988752353' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112558873988752353'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112558873988752353'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2005/09/owen-newcastle.html' title='ไร้สาระกับ Owen และ Newcastle'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14563084.post-112437937114604161</id><published>2005-08-18T22:22:00.000+07:00</published><updated>2005-08-18T22:36:11.153+07:00</updated><title type='text'>บริการใหม่จากตำรวจไทย</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#000099;"&gt;ผมเชื่อว่าทุกๆคนคงเคยดูหนังประเภทโจรปล้นธนาคาร ในขณะที่โจรกำลังถือปืนขู่คนที่อยู่ในธนาคารนั้น (กรุณานึกภาพตามนะครับ ) นอกจากพระเอกแล้วจะมีคนๆนึงที่ทำตัวตุกติกมีพิรุธ ในสายตาของโจร นั่นคือผู้จัดการธนาคารซึ่งจะเป็นคนกดปุ่มๆนึง ซึ่งไอ้เจ้าปุ่มเนี้ย กดแล้วตำรวจจะแห่กันมาครับ ผมเรียกสั้นๆว่า “ปุ่มฉุกเฉิน” (ไม่ใช่พรก.ฉุกเฉินนะครับ) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ในประเทศไทยของเราก็มีบริษัทเอกชนรายนึงรับติดปุ่มฉุกเฉินให้กับพวกธนาคาร ร้านทอง หรือตามบ้านเรือนประชาชนทั้งหลาย หากมีโจรมาปล้น ก็กดปุ่มฉุกเฉินที่ว่า แล้วมันจะต่อสายตรงไปยังตำรวจท้องที่ให้เข้าช่วยดูแลความปลอดภัยให้ โดยบริษัทนั้นก็เก็บตังค์จากพวกธนาคาร ร้านทอง เป็นค่าต่อสายตรงถึงตำรวจเป็นรายเดือน แต่ผลปรากฏว่า ในปี 2544 มีสัญญาณเตือนภัยที่เกิดจากเจ้าปุ่มฉุกเฉินทั้งสิ้น 421 ครั้ง แต่เกิดเหตุด่วนเหตุร้ายจริงเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้ตำรวจผู้มีหน้าที่รักษาความสงบต้องเดือนร้อน เสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และที่สำคัญคือเซ็งครับ อุตสาห์ออกมาทั้งที่แทนที่จะจับโจรได้ผลงาน แต่ดันกลับบ้านมือเปล่า &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)จึงได้ส่งเรื่องไปขอความเห็นจากฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล(คณะกรรมการกฤษฎีกา)ว่าสตช.จะทำได้หรือไม่ หากจะทำสัญญากับบริษัทเจ้าของปุ่มเรียกเก็บเงินค่าบริการจากบริษัทดังกล่าว เพราะเป็นต้นเหตุทำให้ตำรวจต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และเสียอารมณ์ ในกรณีที่มีการกดปุ่มฉุกเฉิน แต่ไม่เจอโจรให้จับ ซึ่งก็น่าจะยุติธรรมดี เพราะตำรวจจะได้รางวัลปลอบใจกลับบ้าน เวลาไปตรวจตามสัญญาณเตือนภัยของปุ่มฉุกเฉินแต่ไม่เจอโจรให้จับ แต่เดี๋ยวก่อน สมมุติว่าผมเป็นเจ้าของบริษัทปุ่มฉุกเฉิน ,แน่นอนที่สุด, ผมจะไปเรียกเก็บค่าบริการนี้จากผู้ใช้บริการปุ่มที่ว่าทั้งหลาย ซึ่งก็คือประชาชนผู้เสียภาษีให้แก่รัฐ เท่ากับว่าประชาชนต้องเสียเงินให้ตำรวจสองเด้ง คือนอกจากจะเสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อเป็นเงินเดือนให้กับตำรวจแล้ว ยังต้องมาเสียเงินจ้างตำรวจที่มีหน้าที่จับโจรอยู่แล้วให้มาจับโจรซ้ำอีก &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แต่เดชะบุญครับ ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลไม่เล่นด้วยครับ โดยนำกฎหมายตำรวจแห่งชาติ มาตรา 6 บอกว่า “ตำรวจมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร” ดังนั้นการไปตรวจสอบที่เกิดเหตุที่ได้รับการเตือนจากปุ่มฉุกเฉินนั้น แม้ว่าจะไม่ได้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นจริงกตาม ก็ต้องถือว่าอยู่ในภารกิจและอำนาจหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว ตำรวจจึงไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บหรือทำสัญญาเรียกเก็บค่าบริการจากใครทั้งสิ้น &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทุกอย่างจบด้วยดีครับ นอกจากฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลจะได้ช่วยประชาชนไว้แล้ว ผมว่ายัง “อาจจะ” ช่วยพี่น้องตำรวจไทยทุกคนด้วยครับ ช่วยยังไงน่ะหรือครับ อธิบายง่ายๆว่า หากมีคนเสนอเงินหรือให้เงินแก่ข้าราชการเพื่อให้ทำงานตามหน้าที่ของตน ข้าราชการที่รับเงินนั้นมีความผิดในข้อหา “เจ้าพนักงานเรียกรับสินบน” เพราะทำงานโดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่ได้ทำงานเพราะมันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ดังนั้นหากตำรวจคนใดรับเงินค่าบริการมาถือว่ามีความผิดครับ เพราะทำงานตามหน้าที่โดยเห็นแก่ทรัพย์สิน และพอเอาเงินกลับโรงพักเพื่อนตำรวจด้วยกันไม่เข้าจับกุม เพื่อนตำรวจนายนั้นก็มีความผิดฐาน “เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ด้วย เรียกว่าซวยทั้งโรงพักครับงานนี้?????&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14563084-112437937114604161?l=nazkull.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nazkull.blogspot.com/feeds/112437937114604161/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14563084&amp;postID=112437937114604161' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112437937114604161'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14563084/posts/default/112437937114604161'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nazkull.blogspot.com/2005/08/blog-post.html' title='บริการใหม่จากตำรวจไทย'/><author><name>Tanusz</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00236736455271920755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry></feed>
